www.narongthai.com  

www.narongthai.com เป็นเว็บไซต์เชิงวิชาการ ที่สามารถนำอ้างอิงได้ตามหลักวิชาการ                                                                                                                                                                                                                                                                           
 

 ณรงค์ ชื่นนิรันดร์
https://www.facebook.com/profile.php?id=100010475651732
สร้างลิงค์ของโปรไฟล์ในแบบที่เป็นตัวคุณเอง

 

 

 

 

 

 

 สถิติวันนี้ 237 คน
 สถิติเมื่อวาน 429 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
5514 คน
72944 คน
1331083 คน
เริ่มเมื่อ 2010-01-13

 

โขนแกน ... อีสาน... นี่
ณรงค์ ชื่นนิรันดร์
19 ก.พ.2552

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2552 ผมและคณะ นักศึกษา หลักสูตร นักบริหารงานประชาสัมพันธ์รุ่น 49 จำนวน 40 คน ขึ้นเครื่องบิน ที่ TG 922 บินลัดฟ้า ไปเมือง แฟรงค์เฟิร์ต ประเทศเยอรมัน โดยออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ เวลา 13.30 น. การเดินทางเที่ยวบินนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ผมได้มาใช้สนามบินสุวรรณภูมิ เป็นครั้งแรก และได้เดินทางไปยุโรป เป็นครั้งแรกเช่นกัน การเดินทางครั้งนี้จะใช้เวลา 10.30 ชั่วโมง จึงจะถึงสนามบินแฟรงค์เฟิร์ต และเวลาที่เยอรมันจะช้ากว่าเมืองไทย 6 ชั่วโมง การอยู่บนเครื่องเป็นเวลานานของผมคือการอ่านหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ที่เป็นภาษาไทยและมีอยู่บนเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์มติชน เดลินิวส์ ไทยรัฐ ทั้งสามฉบับผมอ่านเกือบทุกตัวอักษร เพราะอยู่บนเครื่องก็ไม่รู้จะทำอะไร จะนอนก็นอนไม่หลับ เพราะว่าไม่ใช่เวลานอน หลังจากที่ผมทานอาหารบนเครื่อง บางครั้งก็ลุกขึ้นไปเดินเข้าห้องน้ำบ้าง ที่อยู่ทางตอนท้ายเครื่องบิน บางครั้งผมก็มองลอดหน้าต่างลงไปข้างล่างบ้าง

เส้นทางการบิน ออกจากกรุงเทพ ผ่านย่างกุ้ง บังคลาเทศ ปากีสถาน อัฟกานิสถาน มุ่งหน้าผ่านทะเลสาบแคสเบียน และทะเลดำ เข้าสู่ประเทศจอร์เจีย สายตาของผมมองลงข้างล่าง เห็นเมืองเล็ก ๆ บางแห่งก็ดูแห้งแล้ง บางแห่งก็ดูเขียวขจี การบินของเครื่องบิน เขามีเส้นทางการบินนะครับ ก็เหมือนกับถนน นี่แหล่ะครับ ดังนั้นเครื่องบินจึงบินผ่านเมืองที่สำคัญ ของประเทศนั้น ๆ พอเครื่องบิน บินไปประมาณ 5 ชั่วโมง เครื่องเริ่มมีการสั่นไหวเล็กน้อย เพราะเครื่องบิน เริ่มเข้าสู่อากาศที่หนาวเย็น บรรยากาศก็จะมีความหนาแน่นมากขึ้น ก็คงเหมือนกับบินผ่านเมฆ ที่เครื่องมีความสั่นไหวเป็นธรรมดา แต่สั่นไม่มากนะครับ ผมมองลงไปข้างล่างผ่านหน้าต่างอีกครั้ง ตอนนี้ ข้างล่างดูขาวโพรนไปหมด ก็เพราะว่ามีหิมะปกคลุม ทั้งที่เป็นยอดเขา และหมู่บ้าน อย่างเห็นได้ชัด หลังจากที่เครื่องบินบินไปประมาณ 9 ชั่วโมง เครื่องก็เริ่มลดระดับ ลงมา กัปตันเริ่มประกาศว่าให้ผู้โดยสารนั่งอยู่กับที่ พร้อมรัดเข็มขัด เพราะเครื่องกำลังจะลงที่สนามบิน จอรับภาพที่อยู่ภายในห้องโดยสาร เราเริ่มเห็นภาพ เบื้องล่างที่ถูกถ่ายทอดด้วยกล้องวีดีโอ จึงทำให้เราเห็นการลงของเครื่องบิน แต่ดูมาก ๆ ก็เวียนหัวได้เหมือนกันครับ ดูตอนที่เครื่องกำลังจะแตะรันเวย์ ก็ให้อารมณ์ ที่ดีครับ เพราะเรามองเห็นรันเวย์ เหมือนกับว่าเราเป็นนักบิน ในที่สุด เครื่องก็แตะรันเวย์ สนามบินแฟรงค์เฟิร์ต เมื่อเวลา 18.30 น.ตามเวลาในท้องถิ่น เวลาในเมืองไทย ประมาณ 24.00น. คือเที่ยงคืนของวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2552 เมื่อเครื่องแตะรันเวย์ หลายคนปรบมือ ให้กับ นักบินที่พาพวกเราเดินทางมาถึงอย่างปลอดภัย จนบางคนเผลอตัวลุกขึ้นจะหยิบกระเป๋า เตรียมที่จะลง จนผมต้องร้องห้าม ว่า "ให้นั่งลงก่อนครับ เพราะไฟรัดเข็มขัดยังไม่ปิด จะลุกเดินไปไหนไม่ได้ เออ..สงสัยจะไม่เคยไปต่างประเทศ หว่ะ ...ขายหน้าเขาหมด "

เมื่อเครื่องจอดเทียบประตูทางเดินสนิทนิ่ง พวกเราจึงพากันออกมาจากเครื่อง ซึ่งก็เป็นคนไทยเพียงกลุ่มเดียวที่เดินทางมากับเที่ยวบินนี้ นอกนั้นก็จะเป็นคนไทยที่มาเป็นเมียฝรั่ง หรือมาทำงานบ้างแต่ก็ดูไม่มากเหมือนกับพวกเรา จากนั้น พวกเราก็เดินไปรับกระเป๋า ที่สายพาน ใช้เวลาตรงนี้ประมาณ 45 นาที ทุกคนจึงได้กระเป๋า ซึ่งจะต้องนำพาสปอต เพื่อเข้าไปทำพิธีการตรวจคนเข้าเมือง โดยเขาจะมีช่องให้เข้าตรวจ โดยแบ่งเป็นช่องคนยุโรป และไม่ใช่ช่องคนยุโรป ซึ่งหมายถึงพวกเรานี่แหล่ะครับ เพราะไม่ใช่ชาวยุโรป แต่เป็นชาวเอเชีย ผมจึงต้องใช้ช่องทางนี้ในการตรวจพาสปอต เพื่อให้เกิดความรวดเร็วผมจึงเดินตาม คุณสาคร ชนะไพฑูรย์ ประธานรุ่น เพราะผมเป็นคนที่สอง น่าจะตรวจผ่านได้เร็ว แต่ผิดคาดครับ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเยอรมัน ถามคุณสาคร เอานาน ไม่รู้มีปัญหาอะไรกัน ผมจึงย้ายออกมาต่อแถวอื่นที่อยู่ใกล้กัน เผื่อว่าช่องอื่นมันจะไม่ถามเรามาก เพราะเราเองก็พูดเยอรมันไม่เป็นซะด้วย ขืนต่อแถวคุณสาคร ผมต้องพูดภาษาใบ้กับเขาแน่ เผลอ ๆ อาจไม่สามารถเข้าประเทศเยอรมันได้

เมื่อถึงทีผมยื่นพาสปอต ผมจึงเดินเข้าไป อ้อ ไอ้หมอนี่ คงไม่ถามเรามาก เพราะดูท่าทางแกเป็นมิตร อายุ ราว ๆ 50 กว่า หัวล้าน ตรงกลาง ผมยื่น พาสปอต ให้ ไม่ถึงนาที เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง เงยหน้าจากเคาท์เตอร์ ถามผมเป็นภาษาอังกฤษว่า "Where are you Form ?" ผมคิดในใจเอาซิ มันถามเรา จะตอบยังไงดีว่ะนี่ เอ้า เรามาจากกรุงเทพ ประเทศไทย ตอบมันไปเลย ใจผมสั่ง ผมจึงตอบเขาไปว่า "Bangkok Thailand" เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสวนกลับผมทันที "No , kalasin " ผมเริ่มงง นี่ไม่รู้มันจะมาไม้ไหน อุตส่าห์ หนีจากช่อง 1 ยังมาเจอคำถามที่บอกว่าไม่ใช่ กรุงเทพ อีก แต่เป็นกาฬสินธุ์ มันเอามาจากไหน ว่ะ ผับผ่า .... หลังจากที่ผมงงสักพักเพราะรับมุกไม่ทัน เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเยอรมัน ยังบอกผมเป็นภาษาอังกฤษอีกว่า "E-san" เอาหล่ะ ซิ มันบอกว่าอีสาน เหมือนกับมันรู้เรื่องของผมดี ผมก็บอกมันไปว่า "Yes E-san" ในใจก็ร้องบอกว่า อีสานก็อีสาน จากนั้น เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเยอรมัน ดูหน้ายิ้ม ๆ เหมือนมันเจอญาติ ที่มาจากบ้านเดียวกัน แล้วยังบอกผมเป็นภาษาอังกฤษว่า "Konkan" (โขนแก่น อีสาน...นี่) เอาหล่ะซิ ขอนแก่นอีกแล้ว ตอนนี้ผมเริ่มรู้แล้วว่าไอ้หมอนี่ มันต้องมีเมียเป็นคนอีสาน และต้องเป็นคนขอนแก่น บ้านเดียวกับผม คือเป็นคนอีสานเหมือนกับเมียมันอย่างไม่ต้องสงสัย เออ... เพิ่งรับมุกทัน ที่แท้ก็คนบ้านเดียวกันนี่เอง ผมมารู้ตอนหลังว่า ทำไมเขารู้ว่าผมอยู่กาฬสินธุ์ ก็เพราะว่าในพาสปอต ระบุภูมิลำเนาว่า เป็นคนกาฬสินธุ์

ครับ...ผมต้องบอกท่านว่า คนเยอรมัน เขาชอบคนไทยมากนะครับ โดยเฉพาะผู้หญิงคนอีสาน เป็ก ครับ (ถูกสเป็ก ภาษาวัยรุ่น ครับ) เพราะคนเยอรมัน ชอบสนุกสนาน ดื่มเบียร์ เป็นกิจวัตร เช่นเดียวกับคนอีสานทั่วไป ที่ชอบดื่มเหล้า ดื่มสาโท ชอบร้องรำทำเพลง ชายคนเยอรมัน จึงนิยมที่จะมีเมียเป็นคนไทยอีสาน เพราะนอกจากจะดื่มกินอย่างสนุกสนานแล้ว ผิวสีออกขำ ๆ ดำ ๆ เป็ก ครับ และที่สำคัญสาวอีสานเอาใจเก่ง อ่อนน้อมถ่อมตน ปรนนิบัติสามีเป็นที่หนึ่งทั้งบนเตียงและใต้เตียง ไม่เหมือนสาวเยอรมัน ครับ แต่ผมก็ชมชอบสาวเยอรมันอยู่ในใจนะครับ เพราะสวยครับ .........
* * * * * * * * * * * * * *


คลิ๊กนี้มีความหมาย

ณรงค์ ชื่นนิรันดร์ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จ.ภูเก็ต อ.เมือง จ.ภูเก็ต 83000 : Webmaster by Narong Cheunniran : อีเมล์ :narongthai53@gmail.com