www.narongthai.com  

สวัสดี ทุกท่านที่เข้ามาใช้บริการข้อมูลข่าวสาร กระผมยินดีที่ท่านจะนำข้อมูลจากเว็บไซต์นี้ไปเพื่อการศึกษา ด้วยความยินดีจาก ผม ณรงค์ ชื่นนิรันดร์                                                                                                                                                                                                                                                                            
 

 ณรงค์ ชื่นนิรันดร์

สร้างลิงค์ของโปรไฟล์ในแบบที่เป็นตัวคุณเอง

 

 

 

 

 สถิติวันนี้ 33 คน
 สถิติเมื่อวาน 382 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
2457 คน
2457 คน
1260596 คน
เริ่มเมื่อ 2010-01-13

     
พระพรหม
น้ำตกในป่าลึก
ธารน้ำไหล
ป่ากะปง
รอยพระบาท...ในป่าลึก กะปง พังงา
ณรงค์ ชื่นนิรันดร์
 
นับเป็นความโชคดีของผมที่ได้มีโอกาส ไปทำงานที่ อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ระหว่างปี วันที่7 ธันวาคม 2540- 30 เมษายน 2546   ได้เรียนรู้และได้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของเมืองในลุ่มน้ำตะกั่วป่า พอสมควร วันหนึ่งผมได้รับบันทึกฉบับหนึ่ง ซึ่งผมมีสำเนาต้นฉบับอยู่ที่ผม และผมรับรองได้เลยว่า บันทึกนี้มีอยู่กับผมเพียงผู้เดียวที่เขียนด้วยลายมือของพระอาจารย์จรัญ (พระครูโสภณประชานุกูล)  เจ้าอาวาสวัดนารายณิการาม หรือ วัดเหล ซึ่งวัดนี้ตั้งอยู่ที่ ตำบลเหล อำเภอกะปง จังหวัดพังงา   เป็นบันทึกที่น่าสนใจยิ่ง และเป็นความมหัศจรรย์   ของพระพุทธบาทกลางหุบเขา ที่ลึกลับ ในป่าลึก และต่อไปนี้จะเป็นบันทึก ที่เขียนโดย พระอาจารย์จรัญ และ ผมจะได้ คัดลอกสำเนาที่น่าสนใจมาให้ท่านได้อ่าน  ดังต่อไปนี้ครับ
 
“เรื่องแปลกประหลาด แต่เหตุการณ์เหล่านั้นก็เป็นความจริงที่เกิดขึ้น   ในเขตหมู่ที่ 1 ตำบลเหล อำเภอกะปง จังหวัดพังงา เมื่อวันจันทร์ ที่ 26 ตุลาคม 2541 ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 12 เวลาประมาณ 19 น. เศษ ทางวัดนาณานิการามในตอนนั้นมืดพอดี แล้วในขณะนั้นทางตะวันออกเฉียงเหนือของวัด แทบลูกเขาบนสูง ห่างจากวัดประมาณ 40 หรือ 50 กิโล ได้มีแสงสว่างมองเห็นต้นไม้บนยอดเขาชัดเจน เหมือนกับแสงพระอาทิตย์ตอน 4-5 โมงเย็น และมีพระภิกษุสามเณรหลายรูปด้วยกันที่มองเห็นเหมือนกัน พร้อมทั้งตัวอาตมาเองก็ได้เห็นคล้ายกันหรือเหมือน พอเห็นก็วิภาควิจารณ์กันต่าง ๆ นานา เพราะไม่เคยสภาพแสงสว่างอย่างนั้นมาก่อน    และอยู่มาได้ไม่กี่วัน พี่คม บ้านอยู่หมู่ 4 บ้านช้างเชื่อ ตำบลเหล ได้เล่าให้ฟังว่า มีหลานชายเขา 2 คน เที่ยวป่าไปเจอรอยเท้าหรือรอยพระบาท 1 รอย บนยอดเขาและมีน้ำตกด้านข้าง ๆ วันที่พี่คมมาเล่าให้ฟังนั้น เป็นวันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2541 ขึ้น 14 ค่ำ เดือน12 เวลาบ่าย 2 โมงเศษ 
 
พี่คมเล่าให้ฟังว่าเมื่อตอนเวลาบ่าย ๆ ของวันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2541 ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 12 หลานชายออกไปป่า เวลากลับจากป่าจะมาบ้านช้างเชื่อ ในระหว่างทางได้เจอรอยตีนคล้ายตีนคนอยู่บนหิน เห็นเป็นรอยแปลก ๆ เลยเอาเท้าของตัวเอง ในเริ่มแรกเอาเท้าหรือตีนขวาใส่เหยียบไปก่อน แล้วมาเปลี่ยนเป็นเท้าซ้าย นับจากเอาตีนตัวเองไปทาบกับรอยตีนหรือรอยเท้าบนหิน หลังจากนั้นมาได้ 5 วันพอดี   (ถึงตอนนี้ หมดหน้าแรก อาจารย์จรัญเขียนไว้เหมือนกับจะบอกตัวเองว่า จบในเรื่องไปดูรอยเท้าในป่าลึกเพียงย่อเท่านี้ มีโอกาสจะเรียบเรียงใหม่ บันทึกเป็นหลักฐานไว้ก่อน แล้วมีรายเซ็นอาจารย์ กำกับ )
 
คือตรงกับวันพุธที่ 4  พฤศจิกายน 2541 ตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 12 เวลาบ่าย ๆ เหมือนกับย่ำรอยบนหิน ออกไปฟันไม้ พอดีฟันได้ต้นที่ 3 ขวานฟันเท้าข้างขวาที่ไปเหยียบรอยเท้าบนหินก่อน คือฟันไม้พลาดไปถูฝ่าเท้าเอ็นขาดถึงกระดูก เป็นสิ่งที่แปลกประหลาด แต่มันก็เป็นความจริงทั้งนั้น
 
เราท่านทั้งหลาย ใครก็ตามหากมาพูดมาคุยในสิ่งต่าง ๆให้เราฟัง ในเรื่องเหล่านั้นจะจริงหรือไม่จริง เราอย่าไปเชื่อเสียทั้งหมดทีเดียว แม้นแต่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านสั่งสอนและอบรมพุทธบริษัททั้งหลาย พระองค์ท่านก็ยังไม่ให้เราเชื่อทีเดียว ท่านให้เราเชื่อในเหตุที่ควรเชื่อ และเชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อได้แล้วเราให้ใช้สติตรองตามสิ่งนั้น ๆ แต่คนในยุคนี้ส่วนใหญ่แล้วพอใครมาพูดอะไรเข้าก็เชื่อทันทีโดยไม่พิจารณา ทำให้ชุมชนและสังคมในปัจจุบันนี้มีแต่ความวุ่นวาย และหาทางแก้ใช้คำพูดในทำนองว่า เขาว่า ฉะนั้น ในเรื่องการเชื่ออะไรต่าง ๆ ต้องมีเหตุมีผลและมีหลักฐานในเรื่องนั้น ๆ   หรือไม่ เราก็ต้องค้นหาสาเหตุที่เกิดขึ้น อาตมาเองส่วนใหญ่แล้ว ไม่ว่าใครจะมาพูดอะไรให้ฟัง ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องเลว อาตมาก็พยายามค้นหาความจริงในเรื่องนั้น ๆ เสมอ
 
หลังจากพี่คม และหลานพี่คมมาคุยให้ฟังเรื่องรอยพระพุทธบาทบนเขาในป่าลึกอยู่ปลายอำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่อยู่ในระหว่าง อำเภอกะปง จังหวัดพังงา และอำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระหว่างแดนต่อแดน อาตมาก็กำหนดวันไปดู อันที่จริงแล้ว อาตมาจะไม่ขึ้นดูก็ได้ เพราะพี่คมและหลานพี่คมก็นับถืออาตมามาก และเป็นคนที่เชื่อถือได้ แต่อาตมาต้องเอา หลักความเป็นจริงด้วยตนเองอีก คือได้ยืนได้ฟัง แต่ต้องไปเห็นด้วยตาตัวเองด้วย ความจริงต่าง ๆ ในสิ่งนั้น ๆ จะได้แน่หนาแล้วจะได้เอามาพูดคุยได้เต็มปากเต็มคำ เพราะได้ยินได้ฟังและเห็นด้วยตาตัวเองอีกด้วย
 
วันที่ 11 พฤศจิกายน 2541 พี่คมมาที่วัดในวันนั้นมีคนมาดูดวงมาก และพี่คมแกก็ไม่สบายอยู่ด้วย ที่คมแกมาก็มาปรึกษาที่จะไปเอาหินรอยพระบาทลงจากยอดเขา ก็พูดคุยกันอยู่พักหนึ่ง อาตมาบอกว่าอย่างเพิ่งเอาลงก่อน คือขึ้นไปดูลาดเลาก่อนว่าจะเอาลงมาอย่างไร ก็ตกลงกำหนดวันเดินทางเพื่อขึ้นเขาในป่าลึก
 
วันเดินไปเข้าป่าขึ้นเขาในป่าลึกเป็นป่าดงดิบ วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2541 แรม 10 ค่ำเดือน 12 เวลา 06.15 น.ออกจากวัดนารายณิการาม หลานพี่คมมารับ มีอาตมา (พระครูโสภณประชานุกูล) และพระหมู พระโต พระเอ็น ที่ไปด้วย และฆราวาส มีพี่คม คุณโรจน์ , ทิดยุทธ  , ทิดนิ ร่วมเดินทางมีพระ 4 รูป ฆราวาส 4 คน ผู้นำไปคือคุณโรจน์ ออกจากวัดเวลา 06.15 น. กลับมาถึงวัดเวลา 01.58 น.(ตี 1 กับ 58 นาที ) กลางคืนใช้เวลาไปกลับ 19 ชั่วโมงด้วยกัน แต่เป็น 19 ชั่วโมงเศษไกลพอได้ คือ เวลา 06.15 น.ออกจากวัด เวลา 07 น. เศษฉันข้าวบ้านพี่คมช้างเชื่อ พอฉันข้าวแล้วก็ออกเดินทางเลยนั่งรถเครื่องไปถึงเข้รับน้ำ เวลา 09.00 น.เศษ ออกเดินทางเข้าป่าด้วยการเดินเท้า พระ 4 รูป ฆราวาส 4 คฯ เดินจากเข้รับน้ำ เส้นทางเดินเข้าป่าดงดิบในป่าลึกของเขตตำบลเหล อ.กะปง จ.พังงา เดินออกจากบ้านพักของโยมคล่อง เก่า เดินไปได้สักพักหนึ่ง ก็ไปข้ามลำห้วยหรือลำธารน้ำไหล พอข้ามไปแล้วก็เดินในที่ราบประเดี๋ยวก็เดินขึ้นควนและเนินสูงอยู่พักใหญ่แล้วเดินลงควน พอลงจากควนก็เดินไปตามลำธารน้ำไหล เดินทวนน้ำลำธารนั้น น้ำลึกบ้างตื้นบ้าง ลึกก็ประมาณถึงเข่า เพราะเป็นลำธารของน้ำตก ในลำธารเป็นหินแผ่นเป็นหินดำมีเล็กและมีใหญ่ ตามลำธารนั้นมีต้นพันธุ์กล้าไม้ประดับนานาชนิด    เดินบุกลำธารไปพักใหญ่ ก็มีลำธารทางด้านซ้ายมีไหลลงมาสู่ลำธารที่เดินอยู่   พอผ่านนั้นไปมีลำธารน้ำตกเล็ก ๆ ทางขวามืออีก แต่ก็เดินตรงไปตามลำธารนั้น   อีกสักพักแล้วจะมีทางเดินขึ้นควนอยู่ทางขวามือ พอขึ้นควนแล้ว ก็ต้องขึ้นลูกเขาอันสูงชันเดินไปถึงยอดเขา ก่อนจะถึงยอดเขาได้ผ่านไม้ใหญ่ที่ล้มนอนอยู่สองต้นเป็นไม้ที่ล้มเองนานพอสมควร และเดินเวียนซ้ายบนยอดเขาอีกพักใหญ่ ก็มีทางลงจากลูกเขาในลูกแรก เดินลงไปประมาณครึ่งลูกเขาก็มีไม้ใหญ่ขวางทางอีกต้นหนึ่ง และลงไปเรื่อย ๆ ก็มีทางโค้งไปอีกซีกเขา พอลงไปถึงตีนเขาก็มีลำธารสองสายมาไหลมาสู่สายเดียวกัน และต้องเดินตามน้ำในลำธารนั้นไปหลายกิโล และในลำธารนี้ก็มีหินดำมากมายเช่นกัน พอเดินไปก็เจอแต่ลำธารน้ำตกมากมายหลายแห่ง เดินไปสักครู่ใหญ่ก็ต้องขึ้นควนด้านขวามือ 
 
ในป่าแนวนี้เป็นป่าดงดิบจริง ๆ เพราะมีต้นไม้ใหญ่ ๆ มากมายเป็นป่าธรรมชาติสวยงามมาก เดินขึ้นไปบนยอดเขาลูกที่สองพอถึงยอดเขาและเวียนซ้าย เช่นกัน แล้วเดินลงจากเขาลูกที่ 2 สักพักหนึ่งจะมีบริเวณ ที่ราบอยู่สักหน่อย จึงพักฉันท์ภัตราหารเพล ที่พี่คมได้เตรียมไปจากบ้าน ในเวลานั้นก็ใกล้เที่ยงวัน พอฉันท์ภัตราหารเพลแล้วเดินทางต่อ พอเดินไปได้สักพักก็เจอกลุ่มต้นไม้ใหญ่ ๆ มีมาก และในกลุ่มต้นไม้ใหญ่ ๆ กลุ่มนี้มีที่เตียนเป็นลาน พี่คมแกบอกที่ตรงนี้เขาเรียกว่าลานนกหว้า เพราะมีนกหว้ามาลงกวาดประจำ เขาจึงเรียกว่าลานนกหว้า เดินผ่านลานนกหว้าไปได้นานพอสมควรก็มีทางลงจากลูกเขา พอเดินไปก็เป็นทางชันอีก พอเดินไปได้สักพักก็ได้ยินเสียงน้ำไหลจากลำธารอีก ก็เดินไปหาลำธารนั้น พอเดินไปถึงลำธาร ก็ลงเดินตามลำธารน้ำ นั้น ก็พบลำธารไหลลงมาสู่ลำธารที่เดินอยู่ประมาณ 4 แห่ง มีใหญ่ 2 แห่ง เล็ก ๆ 2 แห่ง เดินไปเรื่อย ๆ   ก็มีลำธารน้ำตกบนโตนสูงอยู่ทางซ้ายมือ แต่ไปด้านหน้า และแยกขวามือก็มี แต่ให้เราขึ้นทางโตนน้ำตกทางด้านซ้ายมือ เดินตามน้ำตกขึ้นไปประมาณ 1 กิโลเศษ ก็ถึงรอยพรบาท อยู่ทางด้านซ้ายมือของช่องน้ำไหล ด้านหน้ามีเถาวัลย์ห้อย 4 เส้น ด้วยกัน และยังมีน้ำตกไปถึงยอดเขา และในช่องเขาลูกที่ 3 และลูกที่ 4 ต่อกันเป็นช่องน้ำตกแต่อยู่ฝั่งซ้ายลูกที่ 3 จากที่เราเดินป่าผ่านเขาไปถึงที่พระบาทในตอนนั้นเป็นเวลาบ่าย 2 โมงเศษ เกือบบ่าย 3 โมง ในตอนไปถึงก็ให้พระหมูถ่ายรูปไว้เป็นอนุสรณ์ ความยาวของพระบาทหรือรอยเท้านั้นยาว 29 เซ็นเศษ (เซนติเมตร) หรือเท่ากับ 11 นิ้วเศษ เพราะวัดมา ทั้งวัดมาและถ่ายรูปมาด้วย เป็นรอยที่ยำลึกไปในหิน เป็นหินดำแข็งมากแผ่นใหญ่ประมาณ 1 เมตรเศษ หนาประมาณเกือบ 1 ศอกเห็นจะได้ เส้นทางเดินนั้น เป็นเส้นทางลำบากมาก ๆ เพราะเป็นเส้นทางเดินของสัตว์ป่าทั้งนั้น และมนุษย์ก็ไปใช้เส้นทางของเขา
 
เวลาบ่าย 3 โมงเย็นเดินทางกลับ มาถึงเข้รับน้ำที่เอารถเครื่องจอด ตั้งแต่บ่าย 3 โมงมาถึงเข้รับน้ำเวลาตี 10 เศษ ตี 10 กลางคืน (หมายถึง 4 ทุ่ม นั่นเอง) และนั่งพักฉันท์กาแฟที่โยมถวาย พอฉันเสร็จก็เดินทางกลับ พักที่บ้านช้างเชื่อ รถมาส่งถึงวัด เป็นเวลา ตี 1.58 น. พอดี
 
ในป่าดงดิบนี้ เป็นป่ายังสวย เป็นธรรมชาติ มีทั้งไม้ดอกไม้ประดับนานาพันธุ์ และต้นไม้ใหญ่นานาชนิด และสัตว์ป่าก็ยังมีอีกมากมายนานาชนิด เช่น ช้างป่า สมเสร็จ เลียงผา หมี ชะนี  ค่าง หมูป่า ตลอดทั้งนก และสัตว์อื่น ๆ มีทางเดินของสัตว์มากมาย เพราะยังเป็นป่าทึบอยู่ ฝนป่านี้หากว่าง ทางหน่วยราชการไม่ช่วยปกป้องอนุรักษ์เอาไว้ คิดว่าไม่เกิน 20 ปี ข้างหน้าหมดแน่นอน เพราะมีคนมาปักไม้จับจองกันหลายจุด เพราะมีคนไปบุกรุกกันมาก แต่ก็ไม่มีเจ้าหน้าที่ไปหวงห้าม ถ้าป่าแถบนี้หมดไปก็เป็นที่หน้าเสียดายมากเลยนะ
 
คิดและตั้งใจไว้ว่า รอยพระบาทรอยนี้ อาตมาจะพยายามเอาเข้ามาไว้ ณ ที่วัดนารายณิการาม ไม่ช้าก็เร็วได้เข้ามาที่วัดแน่นอน หากว่ามีทุนก็ได้นำเอาเข้ามาเร็ว เพราะในเวลานี้ยังไม่มีทุน และไม่มีงบประมาณด้วย เพราะส่วนใหญ่ในวัดหางบประมาณยากมาก แม้นแต่ในวัดเวลานี้ อนุรักษ์ของเก่าเอาไว้แต่ก็ไม่มีเงินจะสร้างที่เก็บให้เหมาะสมได้ เคยมีคนกรุงเทพมาดูของในวัดนี้เอาเฉพาะที่อาตมาเก็บเอาไว้ เขาประมูลค่าให้เป็น 10 ล้าน จะขายเมื่อใดให้บอกได้เลย เป็นสถานพิพิธภัณฑ์เอกชน  คิดอยากจะขายเหมือนกัน แต่คิดอีกทีก็สงสารอนุชนรุ่นหลัง และตั้งใจเอาไว้ว่านับจากนี้เป็นต้นไปอีก 5 ปีข้างหน้าหากทางการยังไม่หางบประมาณมาช่วยละก็ คงให้โยมที่กรุงเทพแน่นอน เพราะบ้านเมืองเรายิ่งเจริญขึ้นมนุษย์เราก็ยิ่งขาดธรรมะ ชีวิตก็ไม่ค่อยปลอดภัย อาตมารักสิ่งส่วนรวมมาก แต่ทางการไม่ค่อยช่วยเลย หรือไม่เคยมาช่วยเลย และไม่มีใครสนใจเลย*** มีเข้ามาช่วยเหลือหรือให้กำลังใจต่าง ๆ ก็ท่านศึกษาและผู้ช่วยศึกษาในปัจจุบันนี้ ที่เข้ามาช่วยเหลือและให้กำลังใจอยู่ ที่ผ่านมาไม่มีเลย
 
ขอจบในเหตุการณ์ที่ไปดูรอยพระบาทบนยอดเขาเพียงย่อ ๆ ไว้เป็นพื้นฐาน หากมีโอกาสจะเขียนเรียบเรียงใหม่ ”
 
ลงชื่อ   จ.
หมายเหตุ
          ปัจจุบัน รอยพระบาท ได้ประทับอยู่ที่วัดนารายณิการาม เรียบร้อยแล้ว โดยใช้ช้างขนมาไว้ที่วัด   


คลิ๊กนี้มีความหมาย

ณรงค์ ชื่นนิรันดร์ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยถ.สงขลา-เกาะยอ อ.เมือง จ.สงขลา 90100 : Webmaster by Narong Cheunniran : อีเมล์ :narongthai53@gmail.com