www.narongthai.com  

สวัสดี ทุกท่านที่เข้ามาใช้บริการข้อมูลข่าวสาร กระผมยินดีที่ท่านจะนำข้อมูลจากเว็บไซต์นี้ไปเพื่อการศึกษา ด้วยความยินดีจาก ผม ณรงค์ ชื่นนิรันดร์                                                                                                                                                                                                                                                                            
 

 ณรงค์ ชื่นนิรันดร์

สร้างลิงค์ของโปรไฟล์ในแบบที่เป็นตัวคุณเอง

 

 

 

 

 สถิติวันนี้ 128 คน
 สถิติเมื่อวาน 256 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
4334 คน
109406 คน
1090506 คน
เริ่มเมื่อ 2010-01-13

 

พบเงินค้ายา 30 ล้านบาท
ณรงค์ ชื่นนิรันดร์
ผู้สื่อข่าว 8 ว.
1ต.ค.50

ผบ.ฉก.3นราธิวาสระบุกลุ่มก่อความไม่สงบกลุ่มค้ายากลุ่มการเมืองเกื้อกูลกัน
อ.เมืองนราธิวาส 11ต.ค.50 พ.อ.สมพล ปานกุล ผบ.ฉก.3 จ.นราธิวาส กล่าวถึงกองกำลังที่เพิ่งเข้ามาสับเปลี่ยนในพื้นที่ขณะนี้ ว่า มีการสั่งการให้กองกำลังใหม่เฝ้าติดตามการก่อเหตุการณ์ความไม่สงบ รวมถึงติดตามการขนส่งยาเสพติดในพื้นที่ให้เข้มงวด เนื่องจาก 3 ปี ที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบมานั้น ทำให้เกิดช่องว่างในการตรวจสอบ พ่อค้ายาเสพติดจึงฉวยโอกาสเข้ามาค้ายาเสพติดในพื้นที่เพิ่มขึ้น

ผบ.ฉก.3 จ.นราธิวาส บอกอีกว่า จากการตรวจสอบในพื้นที่ พบว่า กลุ่มค้ายา กลุ่มก่อความไม่สงบ และกลุ่มนักการเมืองท้องถิ่น รวมถึงกลุ่มผู้มีอิทธิพลมีการทำงานเกื้อกูลเอื้อประโยชน์แก่กัน ทำให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทำได้ยากขึ้น ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะต้องเร่งดำเนินการตรวจสอบ หาหลักฐานตามตัวกลุ่มบุคคลดังกล่าวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

รมว.กลาโหมเชื่อนักค้ายาเสพติดมีส่วนสนับสนุนการก่อความไม่สงบในพื้นที่
ค่ายสิรินธร อ.ยะรัง จ.ปัตตานีวันที่ 12 ต.ค. 2550 เวลา 09.00 น. พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกัน และปราบปรามยาเสพติด พร้อมคณะเดินทางมาติดตามผลการปฏิบัติงานในรอบปีที่ผ่านมา และมอบนโยบายการแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งในระยะหลังมีการแพร่ระบาดของยาเสพติดเพิ่มมากขึ้น

พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม บอกว่า ปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความรุนแรงมาก และยังเป็นปัจจัยสำคัญที่มีความเชื่อมโยงกับปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

จะเห็นได้ชัดจากการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ที่สามารถพบเงินจำนวนกว่า 30 ล้านบาท ในพื้นที่บ้านมูโนะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2550 หลังจากเจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบพบว่ามีความเชื่อมโยงกับขบวนการค้ายาเสพติดในภาคเหนือ ที่สามารถจับกุมได้ จึงเชื่อว่ากลุ่มดังกล่าวเป็นขบวนการใหญ่ที่นำเงินมาใช้ในการสนับสนุนการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างแน่นอน

การแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในขณะนี้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้จัดโครงการญาลันนันบารู หรือ (ทางสายใหม่) โดยการนำเยาวชนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเข้ามาฝึกอบรมเพื่อปรับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

สำหรับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเยาวชนเหล่านั้น ให้มีการบำบัดรักษาทางกาย และให้มีความคิดแต่ในสิ่งที่ดีงามตามหลักของศาสนาที่กำหนด ส่วนทางสังคมเน้นให้ครอบครัว และชุมชนมีความเข้าใจกัน เพื่อให้กลุ่มเยาวชนเหล่านั้นสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสังคมได้อย่างปกติสุข ความสงบสุขในพื้นที่ก็จะตามมา

ปิดล้อมผู้ต้องสงสัยค้ายา
อ.สุไหงโกลกจ.นราธิวาส วันที่ 18 ต.ค.2550 เวลา 13.30 น. พล.ต.ต.พงษ์ศักดิ์ นาควิจิตร ผบก.ภ.จ. นราธิวาส สั่งการให้ พ.ต.ท.ทองสุข จรัลพงศ์ รอง ผกก. กลุ่มงานสืบสวน บก.ภ.จ.นราธิวาส นำกำลังกว่า 100 นาย เข้าปิดล้อมบ้านผู้ต้องสงสัยในพื้นที่หมู่ 2 บ้านลูโบ๊ะลือซง และหมู่ 4 บ้านปูโปะ ต.มูโนะ อ.สุไหงโก-ลก จับกุมผู้ต้องหาได้ 4 คน
ทราบชื่อต่อมาคือ 1. นายสัญญา เจ๊ะหลง อายุ 23 ปี บ้านเลขที่ 48/3 หมู่ 4 ต.มูโนะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส 2. นายสุนทร เจ๊ะหลง อายุ 26 ปี บ้าน เลขที่ 48/5 หมู่ 4 ต.มูโนะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส 3. นายบาเร็น อูมา อายุ 27 ปี บ้านเลขที่ 66 หมู่ 4 ต.โฆษิต อ.ตากใบ จ.นราธิวาส และ 4. นายสะมะแอ ยะปา อายุ 46 ปี บ้านเลขที่ 21 หมู่ 4 ต.มูโนะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส พร้อมของกลางยาบ้า 4,000 เม็ด ยาแก้ไอผสมโคเคอีน 25 ขวด กัญชาแห้ง 1 แท่ง หนัก 1 กก. ยาอัลฟาโซแลม 5 เม็ด เงินไทยและเงินสกุลมาเลเซียกว่า 100,000 บาท อาวุธปืนลูกซองยาว 2 กระบอกพร้อมกระสุน 9 นัด ปืน .357 ปืน 9 มม. และปืนขนาด 6.35 มม.อย่างละกระบอก โฉนดที่ดินหลายฉบับ ทอง รูปพรรณกว่า 20 บาท รถเก๋งและรถ จยย.รวม 10 คัน และโทรศัพท์มือถืออีก 4 เครื่อง คุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.ต.มูโนะ สอบสวน ดำเนินคดีต่อไป

ค้นบ้านนักข่าวท้องถิ่นเยี่ยวสยาม
อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส วันที่ 18 ต.ค.50 เวลา 14.00 น. พล.ต.ต.พงษ์ศักดิ์ นาควิจิตร ผบก. ภ.จ.นราธิวาส พร้อมด้วย พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ รักษาการ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ พร้อมกำลังเข้าปิดล้อมตรวจค้นบ้านเลขที่ 31/1 หมู่ 1 ต.ปาเสมัส อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส พบนายสมชาย สนิ อายุ 47 ปี เจ้าของบ้าน มีตำแหน่งเป็นบรรณาธิการ นสพ.เหยี่ยวสยาม ซึ่งเป็น นสพ.ท้องถิ่น และเป็นประธานเครือข่ายประชาชนเพื่อสันติภาพ จึงขอตรวจค้นภายในบ้านพบรถ จยย.ฮอนด้า รุ่นคลิกสีดำ ทะเบียน ขขข 810 นราธิวาส กระเป๋าใส่เสื้อผ้า รองเท้า เสื้อผ้า และเอกสารที่ปนเปื้อนสารเสพติด รวมทั้งสารดินระเบิด วิทยุสื่อสารที่เปิดช่องราชการอีก 1 เครื่อง คุมตัวนายสมชายไปสอบสวนขยายผล เพราะเชื่อว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดในพื้นที่ รวมทั้งอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มที่ก่อความไม่สงบในพื้นที่ด้วย
ตำรวจนราธิวาสระบุยึดเงินแค่30ล้านบาทเท่านั้น จ.นราธิวาส วันที่ 18ต.ค.50 พล.ต.ต.พงษ์ศักดิ์ นาควิจิตร ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส กล่าวถึงจำนวนเงินที่ยึดได้ว่า เจ้าหน้าที่ยึดได้มีเพียง 30,496,800 บาท เท่านั้น และในวันที่ยึดได้มีหลายฝ่ายที่ร่วมนับจำนวนเงินด้วยกัน ทั้งเจ้าหน้าที่ธนาคารออมสิน เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ทหาร รวมถึงสื่อมวลชน แต่หากจะมีการสอบสวนก็ยินดีที่จะให้สอบสวน ซึ่งทุกอย่างก็จะให้การตามความเป็นจริงตั้งแต่การนำกำลังเข้าตรวจค้น การสืบทราบ รวมถึงการตรวจนำจำนวนเงิน

ด้าน พ.ต.ท.ทองสุข จรัลพงษ์ รอง ผกก.กลุ่มงานสืบสวน บก.ภ.จ.นราธิวาส เปิดเผยถึงการติดตามขยายผลการตรวจยึดเงินกว่า 30 ล้านบาท ของ นายมะยากี ยะโก๊ะ อายุ 30 ปี ผู้ต้องหาค้ายาเสพติดรายใหญ่ของ จ.นราธิวาส ในบ้านพักเลขที่ 90 ม.2 ต.มูโน๊ะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 9 ต.ค.2550 ว่า เงินจำนวนดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดมาได้

ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 30-40 ล้านบาท ที่สืบทราบในขณะนี้นั้น คาดว่า คงกระจายซุกซ่อนอยู่ในกลุ่มสมาชิกเครือข่ายของนายมะนากี กว่า 10 คน ที่เจ้าหน้าที่ได้ทยอยออกหมายจับ และบางส่วนนายมะยากี อาจจะนำเงินหลบหนีไปเป็นเงินทุนในการเปิดร้านค้าจำหน่ายวัสดุก่อสร้างในพื้นที่รัฐ กลันตัน ประเทศมาเลเซีย 4-5 ร้าน แต่ไม่ขอยืนยันอยู่ในระหว่างการติดตามหาข้อเท็จจริงของเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ

นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทองสุข รอง ผกก.กลุ่มงานสืบสวน บก.ภ.จ.นราธิวาส ยังเปิดเผยอีกด้วยว่า เงินจำนวนดังกล่าวที่เหลืออีก 30-40 ล้านบาท ที่เจ้าหน้าที่กำลังติดตามนั้น นายมะยากี อาจจะมีการนำไปฝากหรือซุกซ่อนไว้กับเครือญาติเพื่อนฝูงที่มีความสนิทสนม ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังติดตามไล่ล่ากลุ่มสมาชิกเครือข่ายของนายมะยากี และคาดว่า หากสามารถจับกุม 1 ในสมาชิกเครือข่ายของนายมะยากีได้ เจ้าหน้าที่คงทราบเบาะแสของเงินก้อนดังกล่าวว่ามีการนำไปซุกซ่อนไว้ที่ใดบ้าง
หรือเงินจำนวนดังกล่าวมีเท่าใดตรงตามที่เจ้าหน้าที่สืบทราบมาหรือไม่

รมว.กลาโหมเชื่อมีเงินแค่30ล้านบาท
กรุงเทพ วันที่ 18 ต.ค.50 พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ไม่เชื่อว่าเงินของกลางจำนวน 30 ล้านบาท ที่เจ้าหน้าที่พบจากการแจ้งเบาะแส และสงสัยว่า เป็นเงินจากการค้ายาเสพติด จะมีอีกส่วนหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ยักยอกไป เพราะเจ้าหน้าที่มีการดำเนินการอย่างเปิดเผย ต่อหน้าสื่อมวลชน การที่มีข่าวว่า มีเงินหายไปนั้น น่าจะเป็นเงินที่ยังหาไม่เจอมากกว่า อย่างไรก็ตามเมื่อมีข่าวออกมาก็ต้องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ เพื่อหาข้อเท็จจริง

ตำรวจส่วนพล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) สั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีมีผู้ร้องเรียนว่า ยอดเงินของกลางที่ซุกอยู่ในท่อพีวีซี ภายในบ้านเลขที่ 90 บ้านโคกกลาง หมู่ 2 ต.มูโนะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส และถูกพบเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2550 ว่า แท้จริงเงินของกลางที่พบมีจำนวนกว่า 70 ล้านบาท แต่เจ้าหน้าที่แจ้งว่ามีเงินของกลางเพียง 30 ล้านบาท เพื่อให้หมดข้อกังขา อย่างไรก็ตาม มีการมอบหมายให้ พล.ต.ท.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงไปดูแลเรื่องนี้แล้ว และหากผู้ใดมีข้อมูลหรือเบาะแสเรื่องตัวเลขเงินที่หายไปสามารถแจ้งตำรวจให้สืบสวนเชิงลึก แต่เท่าที่ได้รับรายงานในวันตรวจยึดเงินของกลางมีการนับต่อหน้าสื่อมวลชน


หน.ชุดนับเงินชี้แจง
อ.เมืองนราธิวาสวันที่19 ต.ค.50 เวลา 09.00 น. พล.ต.ต.พงษ์ศักดิ์ นาควิจิตร ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นหัวหน้าชุดในการตรวจสอบนับเงิน รวมถึง พ.ต.ท.สุรเดช นารี รอง ผกก.หัวหน้า สถานีตำรวจภูธรตำบลมูโนะ ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ ได้เดินทางเข้าชี้แจงกับเจ้าหน้าที่ชุดคณะกรรมการชุดสอบสวนถึงขั้นตอนการตรวจนับเงินแล้ว โดยได้เดินทางเข้าชี้แจงกับคณะสอบสวนที่โรงแรมเจบีอ.หาดใหญ่จ.สงขลา

ด้านนายการัณย์ ศุภกิจวิเลขการ ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า ไม่อยากให้ทุกคนรีบสรุป ซึ่งจะต้องรอการตรวจสอบก่อนเมื่อมีการร้องเรียนเข้ามาก็จะต้องมีการตรวจสอบทุกคน โดยการร้องเรียนครั้งนี้อาจจะเป็นการกล่าวหาเจ้าหน้าที่ก็เป็นได้ซึ่งอยากให้ดูกันที่หลักฐาน

ส่วนจะมีผลกระทบต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่หรือไม่นั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เชื่อว่าไม่มีผลกระทบต่อการทำงานระหว่างหน่วยแน่นอน ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครองเองก็ยังคงต้องทำหน้าที่ร่วมกันต่อไปเพื่อปราบปรามเหตุร้ายรายวันรวมถึงช่วยกันดูแลบ้านเมือง

สำหรับความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังขยายผลจากหลักฐานที่ตรวจยึดได้จากบ้านเลขที่ 90 ต.มูโนะ อ.สุไหงโก-ลก อย่างต่อเนื่อง เพื่อติดตามจับกุมตัว นายมะยากี ยะโก๊ะ และนายมามะ เจ๊ะสือแม พ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ โดยทางเจ้าหน้าที่เข้ากดดันในพื้นที่รวมถึงมีการตรวจค้นในพื้นที่เป้าหมายซึ่งเมื่อวานนี้ (18 ต.ค. 50 ) เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นบ้านชาวบ้าน 4 หลังใน ต. มูโนะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นบ้านนายอานูวา เจ๊ะหลง เลขที่ 48/3 หมู่ 4 ต.มูโนะ เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวนายสัญญา เจ๊ะหลง น้องชายนายอานูวา ได้ 1 คน, บ้านนายสุนทร เจ๊ะหลง เลขที่ 48/5 หมู่ 4 ต.มูโนะ, บ้านนายมะนอ อาแวสือ นิ เลขที่ 48/2 หมู่ 4 ต.มูโนะ และบ้านนายมะหอรี เจ๊ะเงาะ เลขที่ 25 หมู่ 2 ต.มูโนะ

ผลการตรวจค้นในบ้านพักทั้ง 4 หลัง เจ้าหน้าที่ได้ยึดยาบ้า 4,000 เม็ด, ยาแก้ไอ 25 ขวด, ปืนลูกซองยาว 2 กระบอก, ปืนพกสั้น .357, 1 กระบอก, ปืนพกสั้น 9 มม. 1 กระบอก, ปืนพกสั้น 6.35, 1 กระบอก, รถยนต์เก๋งยี่ห้อบีเอ็มดับเบิลยู 1 คัน, รถยนต์เก๋งยี่ห้อเชฟโรเล็ต 1 คัน, รถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ 1 คัน, รถจักรยานยนต์ 7 คัน, กระสุนปืนชนิดต่างๆ จำนวนหนึ่ง, โฉนดที่ดิน,ทองรูปพรรณ, ธนบัตรไทยและมาเลเซียจำนวนหนึ่ง เจ้าหน้าที่จึงยึดไว้ตรวจสอบเพื่อขยายผลต่อไป ซึ่งอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีของนายมะยะโก๊ะหรือไม่

ทหารต้องตรวจสอบ
อ.หาดใหญ่จ.สงขลา วันที่ 19 ต.ค.50 พ.อ.อัคร ทิพโรจน์ โฆษกกองทัพบก ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวที่ โรงแรม เจบี อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ถึงความคืบหน้ากรณีมีผู้ร้องเรียนว่าเงินสดของกลางที่ยึดได้จากบ้านพักราชาค้ายาเสพติดในพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส หายไปจำนวนหลายสิบล้านบาท ว่า หลังมีผู้ร้องเรียนขอความเป็นธรรมในเรื่องดังกล่าว ทางกองทัพก็รับเรื่องไปตรวจสอบ โดยให้น้ำหนักว่า หากเป็นเรื่องจริงจะต้องดำเนินการอย่างไร และหลักฐานที่ปรากฏจะหักล้างคำร้องเรียนหรือไม่

ในประเด็นที่ท่อพีวีซีงายไป 2 ท่อนั้น ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่ากระบวนการทำงานก่อนจะถึงขึ้นตอนการตรวจนับเป็นการทำในทางลับมาโดยตลอด ดังนั้น จึงต้องยึดตามที่มีการบันทึกภาพ บันทึกคำให้การลายเซ็นต่างๆเอาไว้ตามที่มีการแถลงต่อสาธารณชน

"เพราะฉะนั้นการที่ทำในขบวนการข่าวลับ เขาไม่ได้รายงานว่ามันมี 9 ท่อ 7 ท่อ เราก็ยึดว่ามันมี 7 ท่อ แต่ที่ผู้ร้องออกมานั้นน่าจะยืนยันได้ว่ามันหายไป 2 ท่อเล็ก หรือมีการแบ่งกันตั้งแต่ก่อนนำส่ง เพื่อเป็นการตอบแทนค่าข่าว อย่างภาษานักเลง อย่างลูกผู้ชาย แลกกับการบอกเบาะแสอย่างไม่เป็นทางการ แล้วเงิน 2 ท่อเล็กนั้นอาจจะจัดสรรกันไม่ลงตัวกับขบวนการสายลับด้วยกันเอง ก็เลยเอามาบอกกับสาธารณะ เพื่อที่จะให้ราชการยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ทางกองทัพภาคที่ 4 สำนักงานตำรวจแห่งชาติศูนย์บัญชาการตำรวจส่วนหน้าก็กำลังตรวจสอบเรื่องนี้อยู่"

โฆษกทองทัพบก บอกอีกว่า พล.ท.วิโรจน์ บัวจรูญ แม่ทัพภาคที่ 4 ได้สั่งการให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการตรวจยึดเงินดังกล่าว ทำหนังสือชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมด้วยภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และแสดงความคิดเห็นต่อคำร้องเรียน เพื่อนำมาประกอบการสอบสวน คาดว่าจะได้คำตอบภายในวันนี้หรือวันพรุ่งนี้

"ที่สำคัญ ก็คือ เราต้องระวัง หรือการใส่ร้ายป้ายสี หรือการก่อความไม่สงบที่ต้องการจะทำสงครามข่าวสารให้เราแตกแยกกันด้วย อีกทางหนึ่งคือคนที่ร้องอาจจะเป็นคนที่ได้รับข้อมูลอีกทางหนึ่งมา ทำให้กระบวนการที่เราคิดว่าจะทำสำเร็จต้องเรือล่มกลางคัน"

พ.อ.อัคร ระบุว่า ตามกฎหมายจะมีการมอบเงินรางวัลนำจับแก่ผู้เบาะแสแก่เจ้าหน้าที่ โดยพิจารณาตาม พ.ร.บ.ประกอบกฎหมายนั้นๆ เช่น หากเงินที่ยึดได้อยู่ในกระบวนการค้ายาเสพติด ผู้แจ้งก็จะได้รับเงินรางวัลประมาณ 40% แต่หากเป็นกรณีอื่นก็จะได้ประมาณ 15% โดยแบ่งกับเจ้าหน้าที่ทำเข้าทำการจับกุมตามสัดส่วนที่กำหนดไว้ ส่วนเงินที่ยึดได้ในพื้นที่สุไหงโก-ลก นั้น เบื้องต้นเชื่อว่าเป็นเงินค้ายาเสพติดอย่างแน่นอน แต่จะเกี่ยวข้องกับขบวนการก่อความไม่สงบมากน้อยแค่ไหนอยู่ในระหว่างการตรวจสอบ

ผู้สื่อข่าวถามถึง พ.อ.มนัส คงแป้น หัวหน้าชุดตรวจยึดดังกล่าว ว่ามีการชี้แจงต่อแม่ทัพภาคที่ 4 หรือไม่ พ.อ.อัคร ระบุว่า พ.อ.มนัส ได้ชี้แจงข้อมูลให้แม่ทัพภาคที่ 4 โดยละเอียดแล้ว และน่าจะเป็นความจริงที่ยืนยัน คือ มีเงินไปหายไป 2 ท่อเล็ก ซึ่งไม่รู้ว่าภายในบรรจุเงินหรืออะไรไว้ จำนวนเท่าไหร่

ผู้ว่านราธิวาสเชื่อเงิน30ล้านมาจากการค้ายาเสพติด
อ.เมืองนราธิวาส วันที่ 19 ต.ค.50 นายการัณย์ ศุภกิจวิเลขการ ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าว ถึงกรณีมีการร้องเรียน ยอดเงินที่ยึดเงินกว่า 30 ล้านบาท ที่เชื่อว่าได้มาจากการค้ายาเสพติดในพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ของนายมะยากี ยะโก๊ะ อายุ 30 ปี เมื่อวันที่ 9 ต.ค.50 ไม่ตรงกับความเป็นจริง ว่า มีการร้องเรียน ที่ กรุงเทพมหานคร ไม่ได้ร้องเรียน ที่จังหวัดนราธิวาส แต่ทางจังหวัดก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ การรับมอบและตรวจสอบที่ สถานีตรวจภูธร ต.มูโนะ อ.สุไหงโก-ลก จ. นราธิวาสนั้น เราได้ทำอย่างโปร่งใส โดยมีสื่อมวลชน ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ธนาคารออมสิน ได้นำเครื่องตรวจนับเงิน มาทำการนับกันต่อหน้า หากการสอบสวนมาถึงจังหวัดนราธิวาส ก็จะได้เชิญผู้สื่อข่าว ของสถานีโทรทัศน์ โมเดิร์นไนน์ และผู้สื่อข่าว ช่อง ทีไอทีวี ประจำจังหวัดนราธิวาส มาเป็นพยาน พร้อมนำภาพที่บันทึก การส่งมอบของกลาง ที่ สภ.ต. มูโนะ ในวันนั้นมาเปิดดู

"ส่วนทางด้านคดีได้ออกหมายจับผู้ต้องหา ทั้งพ่อ-ลูก ที่ได้หลบหนีไป ขณะนี้ ทราบว่า ผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ได้หลบหนีไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ขณะนี้อยู่ระหว่างติดตามตัวกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย"

พ.อ.มนัสแจงข้อเท็จจริง
กรุงเทพ วันที่ 19 ต.ค.50 พ.อ.มนัส คงแป้น หัวหน้าชุดตรวจค้นเงินสนับสนุนของกลุ่มผู้ก่อเหตุร้าย จ.นราธิวาส กล่าวในรายการ "เรื่องเล่าเช้านี้" ทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง 3 อสมท. กรณีมีผู้ร้องเรียนยอดเงินของกลางที่ซุกอยู่ในท่อพีวีซี ภายในบ้านเลขที่ 90 บ้านโคกกลาง หมู่ที่ 2 ต.มูโนะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ถูกพบเมื่อวันที่ 9 ต.ค.2550 ว่า มียอดเงินกว่า 70 ล้านบาท ไม่ใช่ 30 ล้านตามที่ระบุแต่อย่างใด ว่า ตนขอชี้แจงดังนี้ ว่า นาย 1 รู้ว่ามีการฝังเงินอยู่ที่ใด จึงติดต่อบุคคลที่นับถือ คือ นาย 2 ชวนกันไปขุดเงิน แต่นาย 2 มีพรรคพวกรู้จักกับนาย 3 และ กลุ่มนาย 3 รู้จักกับนาย 4 ที่มีนายแป้ว ที่ออกมาโวยวายอยู่ในขณะนี้รวมอยู่ด้วย และกลุ่มนาย 4 รู้จักกับนาย 5 ซึ่งนาย 5 บอกว่า หากอยากได้ทหารใจถึงต้องติดต่อตน ก่อนเจรจากันได้ข้อตกลงว่า มีเงินของขบวนการก่อเหตุร้ายในภาคใต้ที่ซุกซ่อนอยู่ประมาณกว่า 1,000 ล้านบาท ตนก็ไม่เชื่อ จึงตกลงกันว่า ถ้ามีเงินมากกว่า 20 ล้านบาท จะแบ่งให้สายข่าวทั้งหมดนี้ 20 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเข้าหลวงหมด แต่หากไม่ถึง 20 ล้านบาทให้ส่งเข้าหลวงทั้งหมด

หัวหน้าชุดตรวจค้นเงินสนับสนุนของกลุ่มผู้ก่อเหตุร้าย จ.นราธิวาส กล่าวต่อว่า จากนั้น ได้ติดต่อ ฉก.36 จ.นราธิวาส เข้าตรวจค้นบ้านต้องสงสัยตามระเบียบของทางราชการ โดยมีผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำศาสนา ร่วมต้นค้นด้วย พร้อมสายข่าว กลุ่ม นาย 3 นาย 4 และ นาย 5 ประมาณ 10 คน โดยตนมี พ.อ.ถกลเกียรติ นวลยง ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจเพชราวุธ ร่วมไปเป็นพยาน พบอาวุธปืน 2-3 กระบอก และเครื่องกระสุนจำนวนมาก รวมทั้งยานพาหนะ รถจักรยานยนต์ จำนวนหลายคันทำให้มั่นใจว่าบ้านหลังดังกล่าวจะมีเงินซุกซ่อนอยู่จำนวนมากจริง

พ.อ.มนัส กล่าวต่อว่า หลังพบเงิน ตนคุยกับ พล.ต.ต.พงษ์ศักดิ์ นาควิจิตร ผู้บังคับการตำรวจจังหวัดนราธิวาส ว่า ต้องยอมแบ่งให้สายข่าวตามที่ได้มีการให้พันธสัญญาไว้ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ก็เห็นด้วยเพื่อจะอ่อยเหยื่อหาเงินก้อนใหญ่อีกกว่า 1,000 ล้านบาท แต่โชคดีที่ พ.อ.ถกลเกียรติ คัดค้านและยืนยันว่าต้องนำส่งเข้าหลวงทั้งหมด ตนจึงแจ้งกับสายข่าวว่า คำพูดของลูกผู้ชาย คือ พันธสัญญาที่ต้องปฏิบัติ ขอค้างเงินไว้ก่อน งานหลังจะหาเงินใช้หนี้ให้ ทำให้ทุกฝ่ายต้องยอมรับเงื่อนไขดังกล่าว
หัวหน้าชุดตรวจค้นเงินสนับสนุนของกลุ่มผู้ก่อเหตุร้าย จ.นราธิวาส กล่าวต่ออีกว่า จากนั้นทั้งหมดจึงนำเงินของกลางขึ้นรถสายข่าวเพื่อนำไปนับเงินของกลางที่สถานีตำรวจและพบว่า ท่อเงินเล็กๆยาวประมาณ 1 ฟุต หายไป 2 ท่อน มีของกลางเพียง 7 ท่อนเท่านั้น ตนจึงทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น และ พ.อ.ถกลเกียรติ ก็ทราบว่า ของกลางดังกล่าวถูกสายข่าวมุบมิบหายไป 2 ท่อนจริงๆ และตนได้โทรศัพท์รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบจากประมาณทางสายตา ว่า ได้ของกลางประมาณ 30 ล้านบาท โดยไม่ได้ดูการตรวจนับแต่อย่างใด และเดินทางกลับพร้อมแหล่งข่าวทั้งหมด ในช่วงเวลาประมาณ 19.00 น. เนื่องจากมีประชุมที่จ.ระนองในช่วงเช้าของวันรุ่งขึ้น

"ผมไม่ขอเป็นพยานตำรวจ และ ไม่ขอเป็นพยานให้โจร เรื่องนี้อาจเป็นการซ้อนแผนของขบวนการก่อเหตุร้ายก็ได้ ติดต่อให้ไอ้แป้วดิสเครดิตเจ้าหน้าที่ หรือ ไอ้แป้วอาจรู้ข่าวจริงเช่นนั้นก็ได้ ผมขอท้าไอ้แป้วว่า ถ้าแน่จริง ขุดเอาเงินรางวัลนำจับ15 เปอร์เซ็นต์ไปคนเดียวเลย" พ.อ.มนัส กล่าว และว่า นายแป้วที่ออกมาโวยวายครั้งนี้ ไม่ได้เป็นผู้กว้างขวางแต่อย่างใด เป็นเพียงนักเลงการพนันคนหนึ่งเท่านั้น

จับนายมะกียาผู้ต้องหาค้ายาเสพติดรายใหญ่เจ้าของเงิน30ล้านบาท
อ.สุไหงโกลกจ.นราธิวาสวันที่ 21 ต.ค.2550 กรณีการตรวจยึดเงินสดกว่า 30 ล้านบาทซุกซ่อนไว้ในท่อพีวีซีที่บ้านของนายมะยากี ยะโกะ อายุ 31 ปี พ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2550 ส่วนนายมะยากี ยะโกะ กับน้องชายหลบหนีไปได้นั้น ล่าสุดสามารถจับตัวได้แล้ว เมื่อเวลา 00.50 น. คืนวันที่ 21 ต.ค. 2550 พล.ต.ต.อดิเทพ ปัญจมานนท์ รอง ผบช.ปส. มอบหมายให้ พล.ต.ต.พิภพ เบี้ยวไข่มุข ผบก.ปส.3 นำกำลังชุดสืบสวนเดินทางไปรับตัวนายมะยากี ยะโกะ อายุ 31 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ข้อหาสมคบกันค้ายาเสพติด และร่วมกันมียาเสพติดให้โทษไว้ในความครอบครอง ซึ่งเจ้าหน้าที่หน่วยปราบปรามยาเสพติดของมาเลเซียคุมตัวมาส่งให้บริเวณท่าเทียบเรือ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ก่อนจะนำตัวกลับเข้ากรุงเทพฯทันที เพื่อให้ พล.ต.ท.วุฒิ ลิปตพัลลภ ผบช.ปส. สอบสวนด้วยตัวเองก่อนจะมีการแถลงข่าวในวันที่ 22 ต.ค.2550 รวมทั้งจัดกำลังออกไล่ล่าตัวนายรอดี ยะโกะ น้องชายของนายมะยากีที่ยังหลบหนีต่อไป หลังมีการตรวจค้นบ้านของนายมะยากีที่อ.สุไหงโก-ลก นายมะยากีกับน้องชายได้รับความช่วยเหลือจากกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่พาหลบหนีข้ามแดนไปกบดานในฝั่งมาเลเซีย ก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดของมาเลเซียซึ่งได้รับการประสานงานจาก บช.ปส.ของไทยบุกเข้าจับกุมถึงแหล่งซ่อนตัวและส่งตัวกลับมาดำเนินคดีในไทยดังกล่าว

แถลงจับนายมะยากีเจ้าของเงิน30ล้านบาท
ที่ บช.ปส. ถนนวิภาวดีฯ วันที่ 22 ต.ค.2550 เวลา 08.00 น. พล.ต.อ.วงกต มณีรินทร์ รอง ผบ.ตร. (สป) พล.ต.ท.วุฒิ ลิปตพัลลภ ผบช.ปส. นำตัวนายมะยากีหรือกีแบล็ก ยะโกะ อายุ 31 ปี อยู่บ้านเลขที่ 90 หมู่ 2 หมู่บ้านโคกกลาง ต.มูโน๊ะ อ.สุไหงโก-ลก จ.ยะลา ผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลอาญา 2 ฉบับ คือ ที่ 145/2550 ลงวันที่ 12 ส.ค. 50 ข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เฮโรอีน เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้ รับอนุญาต และสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้กระทำผิดตามที่ได้สมคบกันแล้ว และตามหมายจับศาลอาญาที่ 183/2550 ลงวันที่ 12 ต.ค. 50 ในข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เฮโรอีน) ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต มาแถลงข่าวท่ามกลางการคุ้มกันอย่างแน่นหนา
พล.ต.อ.วงกต บอกว่า นายมะยากี ยะโกะ เป็นผู้เกี่ยว ข้องกับการลักลอบนำยาเสพติดทั้งยาบ้าและเฮโรอีนจากภาคเหนือส่งไปจำหน่ายในพื้นที่ภาคใต้ รวมทั้งส่งไปต่างประเทศ โดยเมื่อช่วงเดือน พ.ค. 50 นายมะยากี ยะโกะได้รับการติดต่อจากนายกิตติศักดิ์ ดอรอเอ็ง ผู้ต้องขังคดียาเสพติด ให้จัดหาเฮโรอีนและยาบ้าจากพื้นที่ภาคเหนือไปจำหน่ายในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นายมะยากีจึงให้นายมะสะอูดี เจะเฮง และนายอาฮามัดสัน ดอเล๊าะ นำเฮโรอีนผงจำนวน 36 ถุง ชนิดแท่ง 9 แท่ง น้ำหนักรวม 17.9 กก. ยาบ้าจำนวน 15,400 เม็ด ซุกซ่อนในรถยนต์ โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ทะเบียน สห 8823 กรุงเทพมหานคร จาก อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ไปภาคใต้ แต่ระหว่างทางถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ต.ทรวงธรรม จ.กำแพงเพชร จับกุมได้เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2550 ต่อมาพนักงานสอบสวน บช.ปส.ขยายผลแล้วรวบรวมพยานหลักฐาน เสนอขออนุมัติศาลอาญา ออกหมายจับนายมะยากี ยะโกะ ในข้อหาร่วมกันมียา เสพติดให้โทษประเภท 1 (เฮโรอีน เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปกระทำผิดเกี่ยวกับยา เสพติดและได้กระทำผิดตามที่ได้สมคบกันแล้ว โดยนายมะยากีหลบหนีการจับกุม แต่ยังเคลื่อนไหวค้ายาเสพติดอยู่อย่างต่อเนื่อง
รอง ผบ.ตร. (สป) บอกอีกว่า ต่อมาวันที่ 9 ต.ค. 2550 พล.ต.ท.วุฒิ ลิปตพัลลภ ผบช.ปส.สั่งการให้ พล.ต.ต.อวยพร จินตกานนท์ ผบก.ปส.2 สืบสวนขยายผลและติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มเครือข่ายนายมะยากีอย่างใกล้ชิด กระทั่งจับกุมผู้ต้องหาได้ 3 คน คือนายสรธัญ คีรีบูนแดนไพร อายุ 22 ปี นายรุสลี เจะฮาแม อายุ 36 ปี และนายสุเจนต์ ศรีวิลาศ อายุ 36 ปี พร้อมของกลางเฮโรอีนผง น้ำหนัก 4.2 กก. จากการสอบสวน ผู้อยู่เบื้องหลังคือนายมะยากี ยะโกะ พนักงานสอบสวน บช.ปส.จึงขออนุมัติศาลอาญาจับกุมตัวนายมะยากี อีกในข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เฮโรอีน เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามหมายจับศาลอาญา เลขที่ 183/2550 ลงวันที่ 12 ต.ค. 50 จากการสืบสวน ทราบว่านายมะยากี ยะโกะ หลบหนีไปซ่อนตัวในพื้นที่ชายแดนไทย-มาเลเซีย ที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส พล.ต.ท.วุฒิ ลิปตพัลลภ ผบช.ปส.จึงสั่งการให้ พล.ต.ต.อดิเทพ ปัญจมานนท์ รอง ผบช.ปส. ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติดของรัฐกลันตลัน ประเทศมาเลเซีย กระทั่งสามารถจับกุมตัวนายมะยากีได้ในที่สุด

ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามนายมะยากี ถึงจำนวนเงินที่แท้จริงว่ามีมากกว่า 30 ล้านบาทหรือไม่ แต่ พล.ต.อ.วงกตรีบชี้แจงตัดหน้าว่า เงินจำนวนดังกล่าวอยู่ระหว่างการตรวจสอบและขยายผล ว่านำไปใช้ในการก่อความไม่สงบในภาคใต้หรือไม่ จากนั้นเลี่ยงไปตอบว่า เงินจำนวนนี้จะเป็นส่วนแบ่งในการนำจับ 25 เปอร์เซ็นต์ สายหรือผู้แจ้งเบาะแส จำนวน 15 เปอร์เซ็นต์ ตามระเบียบของทางราชการ ในขณะที่นายมะยากียอมรับว่าอยู่ใน ขบวนการค้ายาเสพติดจริง แต่ไม่ขอพูดอะไรมาก เพราะขบวนการค้ายาเสพติดไม่จริงใจกัน และตนก็ถูกหักหลัง จากนั้นเจ้าหน้าที่รีบนำตัวไปควบคุมทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้สอบถามอย่างใกล้ชิด ต่อมาเวลา 11.00 น. พนักงานสอบสวน บช.ปส.ได้นำตัวนายมะยากี ยะโกะ ไปฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน นับแต่วันที่ 22 ต.ค. ถึง 1 พ.ย.2550 พร้อมกับคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง และมีลักษณะกระทำเป็นขบวนการ เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ โดยไม่ขอรับตัวกลับ ศาลพิจารณาคำร้องแล้วอนุญาตให้ฝากขังได้ จากนั้นส่งตัวเข้าเรือนจำบำบัดพิเศษกรุงเทพ

นายชาติชาย สุทธิกลม รองเลขาธิการ ป.ป.ส. บอกว่า ถ้าศาลมีคำสั่งยึดเงินของกลาง จะมีการแบ่งให้ชุดจับกุมร้อยละ 25 และสายข่าวร้อยละ 15 หลังจากนี้จะสอบปากคำนายมะยากี อย่างละเอียดในทุกประเด็นทั้งเครือข่ายค้ายาเสพติด และจำนวนท่อและเงินสดที่ซุกอยู่ในท่อพีวีซี
ขณะที่ พล.ต.ท.วุฒิ ลิปตพัลลภ ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ผบช.ปส.) บอกว่า มีผู้ร่วมขบวนการค้ายาเสพติดของนายกิตติศักดิ์ ทั้งหมด 16 คน โดยจับกุมได้แล้ว 14 คน ที่ยังหลบหนีอยู่อีก 2 คนคือ นายรอดี หรือดี ยะโกะ น้องชายนายมะยากี และนายมือซี หรือลี บินมะ

การซุกเงิน30ล้านบาทรู้เพียง3คน
ในส่วนของการสอบสวนนายมะยากี ยะโกะ มีรายงานว่า เจ้าพ่อยาเสพติดภาคใต้ให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน บช.ปส. ถึงเบื้องหลังที่ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถ ตรวจยึดเงินสดที่ใส่ท่อฝังดินไว้ได้ น่าจะมาจากนายนูซี (ไม่ทราบนามสกุล) พี่เขย ที่เพิ่งแยกทางกับพี่สาว ไปบอกตำรวจ เพราะเงินที่ได้จากการค้ายาเสพติดและซุกฝังดินไว้ที่บ้าน มีคนรู้เรื่องเพียง 3 คนเท่านั้น คือนายสะแปอิง ยะโกะ อายุ 34 ปี พี่ชาย นายนูซี พี่เขยและตนเท่านั้น โดยยอดเงินที่ซุกไว้มีประมาณ 50 ล้านบาทเศษ ส่วนที่หายไปจากการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ ส่วนหนึ่งนั้น ได้จ่ายให้กับบุคคลกลุ่มหนึ่งที่บุกเข้าไปที่บ้านเมื่อปลายเดือน ธ.ค. 49 จำนวน 2 ล้านบาท
ต่อมาประมาณต้นเดือน ม.ค. 50 มีบุคคลอีกกลุ่มหนึ่งไปที่บ้าน และขอเงินอีก 5 ล้านบาท จากนั้นวันที่ 14 ก.พ. 2550 มีตำรวจชั้นประทวน 3 นาย ทหาร 2 นาย และพลเรือนอีก 2 คน เข้าไปที่บ้านตอนกลางดึก จนทำให้ ชาวบ้านรวมตัวออกมาปิดล้อมไม่ให้เจ้าหน้าที่ออกจากพื้นที่ จนต้องไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภ.ต. มูโน๊ะ จ.นราธิวาส

มีรายงานจากชุดสอบสวนว่า จากคำให้การของนายมะยากี เจ้าหน้าที่พอจะทราบข้อเท็จจริงส่วนหนึ่งว่า เงินที่นายมะยากีจ่ายให้กับบุคคลที่ยังไม่ยอมเปิดเผย จำนวน 2 ครั้ง รวม 7 ล้านบาท กับอีกส่วนหนึ่งที่ซุกซ่อนอยู่ในท่อพีวีซี แล้วหายไปหลังจากกำลังเจ้าหน้าที่ขุดค้น รวมแล้วประมาณ 13-14 ล้านบาทนั้น เมื่อมาสรุปรวมยอดกับที่ค้นพบจริงตามที่เป็นข่าว 30 ล้านบาทเศษ เป็นข้อมูลที่ใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ผู้ต้องหายังไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดว่าคนที่รู้เรื่องเงินจากการค้ายาเสพติดในบ้านยังมีใครอีกบ้าง แต่เชื่อว่าน่าจะเป็นการหักหลังกันเองในพ่อค้ายาเสพติดที่แบ่งผลประโยชน์กันไม่ลงตัว
เงิน30ล้านบาทที่พบมาจากเงินค้ายา สำหรับการตรวจสอบยอดเงินที่ยึดมาได้ 30 ล้านบาทนั้น มีรายงานว่า เมื่อนำน้ำยาเคมีตรวจสอบธนบัตร พบว่าเปลี่ยนเป็นสีม่วง เนื่องจากทำปฏิกิริยากับสารเมทแอมเฟตามีน จึงเชื่อได้ว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการค้ายาเสพติด ส่วนคำให้การของนายมะยากีที่อ้างว่าค้ายาเสพติดมานานประมาณ 2 ปีเศษนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากธนบัตรฉบับละ 100 บาท ที่ตรวจพบในท่อพีวีซี เป็นธนบัตรที่พิมพ์ขึ้นเมื่อปี 44 ดังนั้น นายมะยากีน่าจะค้ายาเสพติดมาหลายปีกว่านั้น ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบย้อนหลังว่ามีคดีใดบ้าง ที่นายมะยากีเข้าไปเกี่ยวข้อง ส่วนคำให้การที่ว่า เงินทั้งหมดไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องความมั่นคงของประเทศ แต่เตรียมไว้เพื่อสนับสนุนน้องชายลงเล่นการเมืองนั้น เจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อ

พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษก กอ.รมน. กล่าว ถึงการจับกุมนายมะยากี ยะโกะ ว่า เป็นการประสานงานร่วมกันระหว่างไทยกับมาเลเซีย ซึ่งทางมาเลเซียได้แจ้งข้อมูลนายมะยากีให้ทางการไทยทราบอย่างต่อเนื่อง ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมได้ในที่สุด ถือเป็นสัญญาณที่ดีของการทำงานร่วมกัน เพื่อแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ระหว่างไทยกับมาเลเซีย ในเบื้องต้นนายมะยากีให้การว่า เงินดังกล่าว ไม่เกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ แต่ เจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อ กำลังดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อไป ขณะนี้สามารถจับกุมเครือข่ายของนายมะยากีได้แล้ว 14 คน จากทั้งหมด 16 คน ซึ่งจะขยายผลต่อ ส่วนการตรวจสอบยอดเงินที่พบในท่อพีวีซีว่ามีมาก 30 ล้านบาท ตามที่สายข่าวออกมาระบุนั้น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ได้ตั้งคณะกรรมการสอบถึงข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้วว่าเป็นอย่างไร ทั้งนี้ เชื่อว่าสามารถตรวจสอบได้ เนื่องจากวันที่จับกุมมีการบันทึกภาพไว้ทุกขั้นตอน

เปิดร้านวัสดุก่อสร้างขายอุปกรณ์แนวร่วมผลิตระเบิด
อ.เมือง จ.นราธิวาส วันที่ 20 ต.ค.50 นายนิพนธ์ นราพิทักษ์กุล รอง ผวจ.นราธิวาส เปิดเผยว่า หลังจากเจ้าหน้าที่ปปส.มาเลเซีย จับกุมตัวนายมะยากี ยะโกะ พ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่ชายแดนใต้ ได้พร้อมประสานส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนให้ไทย เป็นเรื่องที่น่ายินดี เนื่องจากนายมะยากี ถือว่าเป็นแกนนำเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดในพื้นที่ และมีบทบาทสำคัญหลายด้าน โดยเชื่อว่า เจ้าหน้าที่จะสามารถขยายผลการจับกุมครั้งนี้ เพื่อนำไปสู่การทลายเครือข่ายได้ทั้งหมด อีกทั้งเชื่อว่า จะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ได้ด้วย แม้เบื้องต้นผู้ต้องหาปฏิเสธโดยส่วนตัวไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ป่วนใต้โดยตรง แต่ไม่สามารถปฏิเสธโครงสร้างเครือข่ายได้ เพราะขบวนการยาเสพติด และขบวนการก่อเหตุความไม่สงบ เป็นกลุ่มเดียวกันจนแทบแยกกันไม่ออก
"มั่นใจว่า นายมะยากี เป็นกุญแจสำคัญนำไปสู่การขยายผลเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่ได้ โดยเฉพาะการเอาผิดนายสะแปอิง ยะโกะ และ นายมาหามะรอซี ยะโกะ พ่อและพี่ชายที่เชื่อว่า น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดในพื้นที่ด้วย และที่สำคัญ นายสะแปอิง ยังเป็นผู้ต้องหาเกี่ยวข้องขบวนการก่อเหตุความไม่สงบ โดยมีหมายศาลในคดีมีระเบิดแสวงเครื่องซ่อนอยู่ในบ้าน 3 ลูก และอาจเกี่ยวพันกับการก่อความไม่สงบในพื้นที่หลายครั้ง ซึ่งจะเป็นข้อพิสูจน์ได้ว่าทั้งนายมะยากี และนายสะแปอิงมีส่วนเกี่ยวข้องขบวนการยาเสพติดและก่อเหตุป่วนใต้อย่างปฏิเสธไม่ได้"

รอง ผวจ.นราธิวาส กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ จากการขยายผลการจับกุมผู้ต้องสงสัยหลายรายในพื้นที่ให้ข้อมูลสอดคล้องกันว่า นายสะแปอิง เป็นผู้มีส่วนร่วมในการซุกซ่อนเงินสดกว่า 30 ล้านบาท ที่ตรวจยึดได้และที่ผ่านมา ได้นำเงินที่ได้จากการค้ายาเสพติด ไปเปิดร้านจำหน่ายวัสดุก่อสร้างในพื้นที่ ต.มูโน๊ะ ซึ่งเดิมเปิดแค่ 2 ห้องก่อนขยายเพิ่มเป็น 4 ห้องในปัจจุบัน โดยท่อพีวีซีที่ซุกเงิน ก็เป็นสินค้าจากร้านนายสะแปอิง นอกจากนี้เจ้าหน้าที่กำลังขยายผลว่า วัสดุอุปกรณ์ที่นำไปผลิตและประกอบเป็นวัตถุระเบิด ที่นำมาใช้ในพื้นที่ เช่น ตะปู เศษเหล็ก สายไฟ หลอกไฟ ฯลฯ ได้มาจากร้านดังกล่าวด้วยหรือไม่ พร้อมกับเร่งขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่ประเทศมาเลเซีย เพื่อตรวจสอบว่า มีการฟอกเงินโดยนำไปเปิดร้านค้าต่างๆในประเทศมาเลเซียอีกหรือไม่

ด้านพล.ต.ต.พงษ์ศักดิ์ นาควิจิตร ผบก.ภ.จว.นราธิวาส กล่าวว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวนายสะแปอิง ยะโกะ และนายมาหามะรอซี ยะโกะ เอาไว้ได้แล้ว พร้อมกับนายอายิ เปาะจิ แกนนำขบวนการค้ายาเสพติดกลุ่มเดียวกัน และแกนนำผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่พร้อมเครือข่ายอีก 14 ราย โดยทั้งหมดถูกนำตัวไปสอบสวนที่ศูนย์สมานฉันท์ ค่ายอิงคยุทธ จ.ปัตตานี เพื่อขยายผลอย่างเร่งด่วนแล้ว โดยเบื้องต้นเชื่อว่า ผู้ต้องสงสัยทั้งหมด น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องทั้งกลุ่มยาเสพติด และเหตุการณ์ความไม่สงบ ซึ่งต้องใช้เวลาในการสอบสวนและที่สำคัญต้องหาหลักฐานความผิดที่ชัดเจนเพื่อดำเนินคดีจับกุมต่อไป
"การจับกุมตัวนายมะยากี ยะโก๊ะได้ ทำให้กระบวนการสืบสวน สามารถสอบสวนได้ง่ายขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมของกลุ่มผู้ต้องสงสัย ที่ถูกเชิญตัวมาสอบปากคำ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด และ กลุ่มก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่ 3 จว.ชายแดนภายใต้ จะสูญเสียความมั่นใจ กรณีที่แกนนำคนสำคัญถูกจับกุมตัวได้ เชื่อว่าผู้ต้องหาพร้อมที่จะสารภาพความจริง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีอย่างมาก" พล.ต.ต.พงษ์ศักดิ์ กล่าว

จับนักค้ายาเสพติดอีก
อ.เมืองจ.นราธิวาส วันที่21 ต.ค.50 เวลา 07.00 น.ท.บุญเกิด มูลละกัน ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินที่ 33 สนธิกำลัง พ.ต.ต.เอกรัฐ สวนแสน สว.ป.สภ.อ.เมืองนราธิวาส พร้อมเจ้าหน้าที่กว่า 100 นาย เข้าค้นพื้นที่เป้าหมายหมู่ 10 ต.ลำภู อ.เมือง จ.นราธิวาส โดยใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมง สามารถจับกุมนายอายิ เปาะจิ อายุ 55 ปี พร้อมของกลางกัญชาอัดแท่ง 1 กิโลกรัม ทองคำรูปพรรณ 5 บาท อาวุธปืนลูกกรด .22 เงินสดสกุลเงินไทยและมาเลเซีย รวมทั้งสิ่งของอื่นๆ อีกหลายรายการ
น.ท.บุญเกิด กล่าวว่า นายอายิ เป็นพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่เครือข่ายเดียวกับนายมะยากี ยะโกะ พ่อค้ายาเสพติดที่เจ้าหน้าที่สามารถยึดเงินสด 30 ล้านบาท ที่บ้านพักใน ต.มูโน๊ะ อ.สุไหงโก-ลก เมื่อวันที่ 9 ต.ค.2550 นอกจากนี้ นายอายิ ยังเป็นผู้ต้องสงสัยแกนนำก่อความไม่สงบในพื้นที่ที่นำเงินจากการค้ายาเสพติดไปสนับสนุนการก่อเหตุใน อ.เมืองและอ.ยี่งอ จ.นราธิวาส อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นนายอายิยอมรับสารภาพว่า ค้ายาเสพติด เจ้าหน้าที่จึงส่งไปดำเนินคดีตามกฎหมาย
ค้น22จุดในสายบุรี อ.สายบุรี จ.ปัตตานี วันที่ 21 ต.ค.50 ตำรวจและทหารสนธิกำลังกันกว่า 200 นาย เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 22 จุด ใน อ.สายบุรี สามารถคุมตัวแนวร่วมก่อความไม่สงบได้ 14 ราย จาก ต.บางเก่า โดยในจำนวนนี้ มี 2 ราย เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับคดียิงนางกามารียัม มะลี ครูโรงเรียนบ้านป่าทุ่ง ต.บางเก่า เมื่อเดือน ก.ย.2550 พร้อมกันนี้ เจ้าหน้าที่ยังยึดของกลางเป็นปืนแก๊ป 5 กระบอกและประทัดยักษ์อีกจำนวนหนึ่ง

นายกยันพบแค่30ล้านบาท
กรุงเทพ 2 พ.ย.2550 พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี กล่าว ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบเงินของกลาง ที่ยึดมาจากขบวนการค้ายาเสพติดที่ จ.นราธิวาส และผู้แจ้งเบาะแสออกมาโวยวายว่าเงินของกลางดังกล่าวหาย ว่า เงินไม่ได้หายไป แต่เป็นการให้ค่าตอบแทนกับผู้ชี้เบาะแส นายพระนาย สุวรรณรัฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ผอ.ศอ.บต.) รายงานว่า มีภาพท่อพีวีซีบรรจุเงินทั้งหมดอยู่ครบถ้วน โดยได้มอบให้แก่ผู้ชี้เบาะแสไปเป็นเงินสดประมาณ 3 ล้านบาท ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ เพราะไม่ได้มีเงินมากมายเช่นที่มีการระบุว่า มีเงินถึง 70 ล้านบาท ยึดได้มาเพียง 30 ล้านบาท หายไปถึง 40 ล้านบาท
ผู้สื่อข่าวถามว่า ตามกฎหมาย และกติกาการแบ่งเงินของกลางในการแจ้งเบาะแสนั้น มีระเบียบชัดเจนใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามปกติแต่ละหน่วยงานจะมีเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ว่าเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ศุลกากร คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) แต่สาเหตุที่มีการร้องเรียนในครั้งนี้ เพราะผู้แจ้งเบาะแสเกิดความรู้สึกว่า เงินที่ได้รับนั้นน้อยเกินไป โดยสรุปเงินของกลางทั้งหมดที่จับกุมมา มีไม่เกิน 40 ล้านบาท ส่วนผู้แจ้งเบาะแส นอกจากต้องการเงินแล้ว ยังต้องการที่จะดิสเครดิตเจ้าหน้าที่ด้วยหรือไม่ ตนไม่ทราบ แต่ที่ทราบแน่ๆ คือ ผู้ที่แจ้งเบาะแสคงเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ไม่ด้วยวิธีใดก็วิธีหนึ่ง

บทสรุป
ขบวนการคายาเสพติดที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่ขบวนการที่มีขนาดเล็ก แต่เป็นขบวนการขนาดใหญ่ ที่มีเครือข่ายโยงใยซับซ้อน เกินกว่าที่คนธรรมดาจะคาดคิดว่า ในพื้นที่มีหลักศาสนาที่มีความเข้มแข็งจะมีการระบาดของยาเสพติดที่รุนแรง ดั่งปรากฏว่ามีการจับกุมขบวนการและสามารถยึดเงินได้ถึง 30 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินนอกระบบ ที่มีการจับกุมได้มากที่สุด และผู้ที่ถูกจับกุมได้ก็เป็นคนมุสลิม นั่นก็แปลได้ว่า ภายใต้สิ่งดี ๆ ในสังคมก็ยังมีสิ่งที่ปนเปื้อนสังคม และที่สำคัญผู้ต้องหาที่จับได้ ยังไปหลบซ่อนที่ประเทศมาเลเซีย และนั่นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย คือสถานที่หลบซ่อนตัวของอาชญากร ที่หลบหนีไปจากรัฐไทย


คลิ๊กนี้มีความหมาย

ณรงค์ ชื่นนิรันดร์ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยถ.สงขลา-เกาะยอ อ.เมือง จ.สงขลา 90100 : Webmaster by Narong Cheunniran : อีเมล์ :narongthai53@gmail.com