www.narongthai.com  

สวัสดี ทุกท่านที่เข้ามาใช้บริการข้อมูลข่าวสาร กระผมยินดีที่ท่านจะนำข้อมูลจากเว็บไซต์นี้ไปเพื่อการศึกษา ด้วยความยินดีจาก ผม ณรงค์ ชื่นนิรันดร์                                                                                                                                                                                                                                                                            
 

 ณรงค์ ชื่นนิรันดร์

สร้างลิงค์ของโปรไฟล์ในแบบที่เป็นตัวคุณเอง

 

 

 

 

 สถิติวันนี้ 147 คน
 สถิติเมื่อวาน 256 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
4353 คน
109425 คน
1090525 คน
เริ่มเมื่อ 2010-01-13

สรุป 5 ปี สถานการณ์ ภาคใต้
จากสถิติความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ในระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ. 2547 จนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2552 ระยะเวลา 5 ปี  8 เดือนมีเหตุการณ์ร้ายในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส เกิดขึ้นประมาณ 9,232 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตประมาณ 3,611 ราย บาดเจ็บประมาณ 6,073 ราย และมีผลกระทบ ต่อบุคคลที่อยู่ในครอบครัวของผู้เป็นเหยื่อของเหตุการณ์ความรุนแรงดังกล่าวจะสูงมากถึงประมาณ 48,000-50,000 คน ดังนั้นเหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้จึงมีผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนทั่วไปในพื้นที่มาก
 
จากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนในจังหวัดปัตตานี ยะลา และ นราธิวาส รวมทั้ง 4 อำเภอของจังหวัดสงขลาจำนวน 2,000 คนโดยสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี  (CSCC) ระหว่างวันที่ 1-29 มิถุนายน 2552 ประชากรตัวอย่างมากถึงร้อยละ 22 ที่มีเพื่อน คนรู้จักหรือญาติสนิทเสียชีวิตหรือบาดเจ็บหรือหายตัวไปจากเหตุการณ์ความไม่สงบ แสดงให้เห็นว่ามีคนจำนวนมากในพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบในแง่ความรู้สึกที่มีคนรู้จักใกล้ชิดเป็นเหยื่อของเหตุการณ์ความรุนแรง
 
เมื่อทบทวนการวิเคราะห์แนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในรอบ 5 ปีกว่าที่ผ่านมา จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเหตุการณ์ความรุนแรงที่มีกระแสสูงมากนับตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2547 ซึ่งทำให้มีความถี่ของเหตุการณ์สูงถึงเดือนละประมาณ 150-180 กว่าครั้ง (รวมทั้งการยิง การวางระเบิด การวางเพลิงและการก่อกวนอื่นๆ) นับตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2547 ถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2550 แต่หลังจากเดือนกันยายน ปี พ.ศ. 2550 ระดับความชุกของเหตุการณ์ความรุนแรงไม่สงบลดลงจนถึงระดับที่ต่ำกว่า 100 ครั้งต่อเดือน และตลอดช่วงปี พ.ศ. 2551 เหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่อยู่ในระดับที่ลดลง จากเดิมตั้งแต่ปี 150-180 เหตุการณ์ต่อเดือนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547-2550 จนอยู่ในระดับโดยเฉลี่ย 60 เหตุการณ์ต่อเดือนในปี พ.ศ. 2550
 
เป็นที่น่าสังเกตว่า ในปี พ.ศ. 2552 มีแนวโน้มว่าเหตุการณ์อาจจะมีระดับความรุนแรงมากขึ้น โดยที่ในรอบ 8 เดือนแรกของปี พ.ศ. 2552 เหตุการณ์ความไม่สงบรายเดือนจะเกิดขึ้นโดยเฉลี่ย 86 เหตุการณ์ โดยเฉพาะในเดือนมีนาคม เมษายน มิถุนายนและเดือนสิงหาคม ถือว่าเป็นเดือนที่มีเหตุการณ์สูงถึง 95-100 กว่าครั้งต่อเดือน
 
เมื่อพิจารณาในแง่ของผลกระทบต่อชีวิตของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไปหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งการตายและบาดเจ็บ จะเห็นได้ว่าเหตุการณ์ยังมีความไม่แน่นอน ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่ามีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บรวมกันประมาณ 9,684 ราย การทุ่มกำลังของรัฐเข้าควบคุมพื้นที่มากขึ้นในช่วงปลายปี พ.ศ. 2550 ทำให้เหตุการณ์มีแนวโน้มว่าจะลดความเข้มลง และจำนวนผู้สูญเสียลดลง โดยเฉพาะในช่วงปี พ.ศ. 2551 ที่ทางการทหารมียุทธการบันนังสตา   ยุทธการสุไหงปาดี ยุทธการกรงปีนัง
แต่ดูเหมือนว่าในปี พ.ศ. 2552 มีแนวโน้มว่าสถานการณ์อาจจะกำลังเพิ่มระดับขึ้น และมีแนวโน้มว่าความสูญเสียต่อชีวิตกำลังมีระดับสูงขึ้นอีก เมื่อพิจารณาเป็นรายเดือน ระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ. 2547 ถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2550 มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บโดยเฉลี่ยเดือนละ 153 ราย แต่ในช่วงระหว่างเดือนกันยายน พ.ศ. 2550 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2551 มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บลดลง เหลือโดยเฉลี่ยประมาณเดือนละ 108 ราย แต่ในช่วง 8 เดือนระหว่างเดือนมกราคม-สิงหาคม ปี พ.ศ. 2552 มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บสูงขึ้นถึงโดยเฉลี่ยเดือนละ 124 ราย
 
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนมิถุนายน2552 มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บกลับสูงโด่งขึ้นอีกถึงประมาณ 213 ราย ซึ่งถือว่าสูงเท่ากับระดับของความสูญเสียก่อนหน้ามาตรการคุมเข้มและระดมกำลังขนานใหญ่ของรัฐตั้งแต่ช่วงปลายปี พ.ศ. 2550 ในเดือนสิงหาคม 2552  ซึ่งเป็นช่วงเริ่มเดือนรอมฎอน การสูญเสียจากสถานการณ์ความไม่สงบก็ยังสูงถึง 158 ราย
 
เดือนมิถุนายนเป็นเดือนที่มีเหตุรุนแรงที่สุดในช่วงครึ่งปีแรกของปี พ.ศ. 2552 เหตุการณ์ความรุนแรงที่เด่นชัดก็คือการระเบิดที่บริเวณอำเภอยี่งอ และการกราดยิงมัสยิดอัลฟุรกอน บ้านไอร์ปาแย อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 10 รายคามัสยิด ในเดือนสิงหาคม2552 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของเดือนรอมฎอนของพี่น้องมุสลิมที่เป็นคนส่วนใหญ่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บก็ยังคงมีระดับค่อนข้างสูง
 
ปี พ.ศ. 2551 เหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ มีท่าทีจะลดลง แต่ในขณะเดียวกันก็ดูเหมือนว่าจะเพิ่มขึ้นอีกในปี พ.ศ. 2552 นั้น มีความหมายอย่างไร สถานการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นปัจจัยหลายอย่างที่เป็นองค์ประกอบของการอธิบายปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นทั้งปัจจัยภายในและภายนอก
 
          การที่รัฐใช้มาตรการทางการทหารโดยเฉพาะการใช้กองกำลังจำนวนมากเข้าควบคุมพื้นที่พร้อมทั้งการเปิดยุทธการปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมาย กิจกรรมการข่าว งานพัฒนาสัมพันธ์มวลชน ประกอบกับการยังคงรักษาอำนาจด้วยการใช้กฎหมายพิเศษ เช่น กฎอัยการศึก และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทำให้สามารถควบคุมพื้นที่ รักษาความสงบและลดพื้นที่การเคลื่อนไหวของกองกำลังฝ่ายก่อความไม่สงบ และลดปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ได้ ในระดับที่มีนัยสำคัญ จะเห็นได้จากการลดจำนวนครั้งและความถี่ของเหตุการณ์ความไม่สงบในช่วงกลางปี 2550 และตลอดมาจนช่วงต้นปี พ.ศ. 2552
 
          กองกำลังและมาตรการทางทหาร รวมทั้งการใช้กฎหมายพิเศษอย่างเดียวไม่อาจลดเงื่อนไขของความขัดแย้งและความรุนแรงได้ เพราะปัญหาพื้นฐานคือเรื่องของความรู้สึกไม่เป็นธรรมของคนมลายูมุสลิมปัตตานี และปัญหาเชิงโครงสร้างอื่นๆ เช่น ปัญหาการว่างงาน ความยากจน และปัญหาเศรษฐกิจอื่นๆ ในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้เกิดเหตุการณ์ที่สะท้อนความผิดพลาดในเรื่องความเป็นธรรมที่เกิดขึ้น
 
ปัญหาในเรื่องการปฏิบัติของรัฐในเรื่องความยุติธรรมอันเป็นปมปัญหาที่สำคัญที่ทำให้เกิดกระแสความรู้สึกไม่พอใจต่อรัฐ ตัวอย่างเช่น การแสดงความรู้สึกไม่เห็นด้วยกรณีคำสั่งศาลจังหวัดสงขลาคดีหมายเลขดำที่ ช.16/2548 หมายเลขแดงที่ ช. 8/2552 เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ในคดีไต่สวนการตายกรณีตากใบ กรณีการสังหารหมู่ที่มัสยิดไอร์ปาแย อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2552 ซึ่งมีข้อสงสัยว่าฝ่ายใดเป็นคนทำ และรัฐสามารถจับตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้หรือไม่
 
          แม้ว่ารัฐจะพยายามควบคุมเหตุการณ์ความรุนแรงด้วยการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่จำนวนมาก แต่รัฐก็ยังไม่สามารถเอาชนะจิตใจของประชาชนส่วนมากในพื้นที่ได้ ข้อเท็จจริงดังกล่าวสะท้อนออกมาให้เห็นจากข้อมูลการสำรวจความคิดเห็นครั้งล่าสุดโดยสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (CSCC) ซึ่งทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาสและบางส่วนของจังหวัดสงขลา จำนวนประมาณ 2,000 คน เพื่อประเมินผลกระทบของการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในระหว่างเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2552 ต่อคำถามที่ว่าการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังมีอคติและไม่เป็นธรรมต่อคนบางกลุ่มอยู่ มีผู้ตอบเห็นด้วยและเห็นด้วยอย่างยิ่งรวมกันมากถึงร้อยละ 52.63 ส่วนอีกร้อยละ 35.65 มีความเห็นปานกลาง ที่เหลืออีกประมาณร้อยละ 11 ไม่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
 
          เมื่อถูกถามว่าเห็นด้วยกับการที่รัฐบาลยังคงใช้กำลังทหารจำนวนมากมาจัดการปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่ เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้ตอบจำนวนสูงมากถึงร้อยละ 61.59 อยู่ในกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ผู้เห็นด้วยระดับปานกลางมีจำนวนร้อยละ 13.97 ส่วนที่เหลือประมาณร้อยละ 24.24 เท่านั้นที่ตอบว่าเห็นด้วย สะท้อนให้เห็นความต้องการที่จะให้ใช้มาตรการทางการเมืองนำการทหารของประชาชนส่วนมากในพื้นที่
 
ในท่ามกลางคลื่นของความรุนแรงที่เกิดขึ้น ความซับซ้อนของเหตุการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้สะท้อนให้เห็นการต่อสู้อย่างดุเดือดระหว่างพลังของฝ่ายต่างๆ เพื่อที่จะยึดครองพื้นที่ทางสังคมและการแย่งชิงความชอบธรรม ในขณะที่ฝ่ายรัฐทุ่มกำลังและงบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อแก้ปัญหาและคงสภาพการควบคุมเอาไว้ได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่สามารถเอาชนะจิตใจของประชาชนอีกจำนวนไม่น้อยในพื้นที่ในการต่อสู้ทางการเมืองเพื่ออัตลักษณ์และชีวิตที่ดีขึ้น
 
          จุดอ่อนที่สำคัญก็คือความไม่สามารถจัดการปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพด้วยวิธีการการเมืองนำการทหาร ยังไม่สามารถแก้ปัญหาความชอบธรรมของรัฐและแก้ปัญหาโครงสร้างการเมืองการบริหารเพื่อจัดการปัญหาความขัดแย้งที่ซับซ้อนในพื้นที่ที่มีลักษณะพิเศษทางสังคมวัฒนธรรมตัวเร่งของความรุนแรงและความเข้มข้นของปัญหาก็คือกระแสทางสากลที่มีการเชื่อมโยงกันระหว่างการต่อสู้เพื่ออัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์และความยุติธรรมให้เข้ากับตัวแปรในทางศาสนาอย่างทรงพลัง
 
          ดังจะเห็นได้จากการเร่งกระแสความรุนแรงและการก่อความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ในระหว่างช่วงเดือนรอมฏอนหรือการถือศีลอดของพี่น้องชาวมุสลิมทั่วโลก กระแสการก่อการร้ายที่มักจะเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้นในดินแดนที่มีความขัดแย้งในโลกเช่นที่อิรัก อัฟกานิสถานและปากีสถาน การต่อสู้ที่ปัตตานีก็จะถูกเร่งกระแสความรุนแรงในช่วงนี้เช่นเดียวกัน
 
          ในความรุนแรงของจังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอดช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมานั้น แม้ว่าในช่วงเดือนถือศีลอดมักจะไม่ใช่ช่วงเวลาที่มีความรุนแรงสูงสุดของแต่ละปี เว้นแต่ในปี 2547 ซึ่งเกิดเหตุการณ์ที่ตากใบในวันที่ 25 ตุลาคม แต่ในปีที่ผ่านมา (2551) เดือนกันยายนเป็นเดือนที่มีเหตุการณ์ความรุนแรงสูงสุดของทั้งปีซึ่งเป็นเดือนรอมฎอน ในปี 2552 นี้ เหตุการณ์ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนสิงหาคมก็สูงขึ้นอย่างเด่นชัด จนทำให้เดือนสิงหาคมเป็นอีกเดือนหนึ่งเดือนที่มีสถิติของความรุนแรงสูงมากในปีนี้ เหตุการณ์ในเดือนกันยายนก็มีแนวโน้มว่าจะสูงมากขึ้นเช่นเดียวกัน
 
          ปัจจัยความรุนแรง ยังมีการเชื่อมโยงต่อเหตุการณ์ภายนอกที่สำคัญคือการประชุมระดับรัฐมนตรีของกลุ่มประเทศมุสลิม (ที่ประชุม OIC : Organization Islamic Conference )   ที่กรุงดามัสกัส ประเทศซีเรียเมื่อวันที่ 23-25 พฤษภาคม 2552 ซึ่งพบว่ารัฐบาลไทยประสบผลความสำเร็จในการเลื่อนวาระการพิจารณาของ OIC ต่อกรณีปัญหาที่ชายแดนภาคใต้ของไทยออกไป เป็นเหตุให้กลุ่มติดอาวุธภายในประเทศจำเป็นต้องเร่งเร้าสถานการณ์ภายในประเทศเพื่อยกระดับของสถานการณ์ให้เป็นที่สนใจ เพื่อต่อรองทางการเมือง ในระดับการเมืองระหว่างประเทศ ในขณะเดียวกันก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผ่านมา  ความสนใจขององค์กรระหว่างประเทศต่อกรณีความขัดแย้งที่ใช้ความรุนแรงในภาคใต้ตอนล่างของไทยมีเพิ่มมากขึ้นตลอดเวลา โดยเฉพาะผลกระทบจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนของชาวมุสลิมในพื้นที่
 
* * * * * * * * * * * * *

คลิ๊กนี้มีความหมาย

ณรงค์ ชื่นนิรันดร์ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยถ.สงขลา-เกาะยอ อ.เมือง จ.สงขลา 90100 : Webmaster by Narong Cheunniran : อีเมล์ :narongthai53@gmail.com