www.narongthai.com  

สวัสดี ทุกท่านที่เข้ามาใช้บริการข้อมูลข่าวสาร กระผมยินดีที่ท่านจะนำข้อมูลจากเว็บไซต์นี้ไปเพื่อการศึกษา ด้วยความยินดีจาก ผม ณรงค์ ชื่นนิรันดร์                                                                                                                                                                                                                                                                            
 

 ณรงค์ ชื่นนิรันดร์

สร้างลิงค์ของโปรไฟล์ในแบบที่เป็นตัวคุณเอง

 

 

 

 

 สถิติวันนี้ 96 คน
 สถิติเมื่อวาน 90 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
1899 คน
42205 คน
1140986 คน
เริ่มเมื่อ 2010-01-13

     

11 ส.ค.49
วิเคราะห์ข่าว คอมมิวนิสต์ จะกลับมาจริงหรือ
โดย ณรงค์ ชื่นนิรันดร์ ผู้สื่อข่าว 8 ว.

บทนำ
ปี 2518 ลัทธิคอมมิวนิสต์ สามารถยึดครองพื้นที่ประเทศกัมพูชา เวียดนาม ลาว จนทั้งสามประเทศเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบประชาธิปไตย เป็นระบอบคอมมิวนิตส์ อย่างสิ้นเชิง ส่งผลให้สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ ในประเทศไทยเคลื่อนไหวอย่างหนัก เพื่อให้เป็นไปตามทฤษฎีโดมิโน ที่ประเทศไทย จะต้องล้มตาม แต่ทฤษฎีนี้ ก็ใช้ไม่ได้กับประเทศไทย ที่ยังคงเหนียวแน่ และจงรักภักดีในสถาบันพระมหากษัตริย์ ในที่สุดในสมัยรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งที่ 66/23 ทำให้คนไทยด้วยกัน ออกมาร่วมพัฒนาชาติไทย ตามนโยบายการเมืองนำการทหาร หยุดการสู้รบ สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์หลายคน ต่างกลับมาต่อสู้ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข โดยสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์หลายคน ก็ร่วมบริหารประเทศในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เช่น นพ.พรมหมินทร์ เลิศสุริเดช นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายสุธรรม แสงประทุม นายภูมิธรรม เวชยชัย เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีวุฒิสมาชิกที่เป็นไม้เบื่อไม้เมาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คือ นายการุณ ใสงาม สว.บุรีรัมย์ ที่เคยเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์

ในขณะเดียวกัน โจรจีนคอมมิวนิสต์มลายา ที่มีการเคลื่อนไหวในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ด้านแนวชายแดนประเทศมาเลเซีย ได้ออกมาร่วมพัฒนาชาติไทย เช่นกัน นั่นหมายถึงว่า การเคลื่อนไหวอย่างเป็นระบบของลัทธิคอมมิวนิสต์ได้ยุติลงอย่างราบคาบเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2532 โดย พล.ต.กิตติ รัตนฉายา ยศในขณะนั้น โดยลงนามที่ โรงแรมลีการ์เด้นท์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

ผบ.ทบ.ระบุคอมมิวนิสต์คืนชีพ
แต่แล้วจู่ ๆ เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2549 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก ได้กล่าวให้โอวาทนักเรียนนายอำเภอ ที่เข้าอบรมในหลักสูตรผู้บังคับกองร้อยอาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) ของหน่วยบัญชาการกำลังสำรอง (นสร.) โดยกล่าวว่ารู้สึกเป็นห่วงและให้จับตาผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในเมืองไทยที่กำลังเติบใหญ่ โดยมีผู้พัฒนาชาติไทยกลุ่มหนึ่งเดินทางเข้ามาหาและเล่าให้ฟัง ตลอดเวลาที่มารับงานตรงนี้ และตลอดเวลาที่กองพันพัฒนาที่ 4 ถูกปล้นปืนไปนั้น ตอบไม่ได้ว่าใครปล้นปืน แรกๆ ได้ยินพูดกันว่าทหารปล้นปืน ซึ่งคงไม่มีทหารที่ไหนปล้นปืนตัวเองและคงไม่มีประชาชนคนไหนเชื่อว่าผู้ก่อความไม่สงบปล้นปืน

"เวลาผ่านไปสองปีมีคนมาบอกว่า ผู้ปล้นปืนเป็นการร่วมมือกันระหว่างผู้ก่อความไม่สงบ และผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ สมาชิกผู้พัฒนาชาติไทยเป็นผู้เล่า ไปตรวจสอบเรื่องนี้ตรงกันในพื้นที่หลายเรื่อง ดังนั้น เห็นว่าปัญหาตรงนี้กำลังจะเกิดขึ้น"

พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ.ยังพูดอีกว่า ในฐานะที่ทำงานการข่าว อยากฝากให้ทุกท่านช่วยสังเกตได้แล้ว ปัญหาความขัดแย้งภายในที่กำลังจะเกิดขึ้นมีทั้งสองกลุ่มเดินทางมา กลุ่มหนึ่งเดินทางมาจากอีสาน อีกกลุ่มเดินทางจากภาคใต้ ดังนั้น ต้องตื่นตัว เพราะแนวคิดเรื่องการทำลายทุนนิยมยังไม่เลิกไป และแนวคิดในการล้มล้างสถาบันยังไม่เลิก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้คอยสังเกตดูให้ดี หลักการของคอมมิวนิสต์เขาบอกว่า แยกกันทำ ร่วมกันตี จุดมุ่งหมายคือตัดระบบทุนนิยมและก็สถาบันที่จะต้องถูกทำลายลง

"เราคงยอมต่อสิ่งเหล่านี้ไม่ได้แน่นอน ผมเคยประกาศเสมอว่าชีวิตผมแลกได้เสมอ เพื่อให้สถาบันคงอยู่ ในฐานะที่ทุกท่านเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องช่วยกันคิดว่า จะทำให้สถานการณ์ในอนาคตมีความเปลี่ยนไป เขากำลังจะทำลายสองเป้าตรงนี้ เขาต้องทำลายสถาบันของเราก่อน นั่นคือสถาบันข้าราชการ และสถาบันกองทัพ ที่เขากำลังทำอยู่ในขณะนี้ ช่วยสังเกตและช่วยกันดูสักนิดว่าใครกำลังทำอะไรอยู่ การแบ่งแยกประชาชนเหนือ อีสาน กลาง ใต้ ผมพูดเมื่อสามเดือนที่แล้ว ปัญหาของประเทศกำลังแบ่งออกเป็นส่วน ต้องระวัง"

นั่นเป็นคำพูดที่ออกจากปาก นายทหารระดับสูงสุด ของประเทศ เพราะการพูดในที่สาธารณะคนระดับนี้ ต้องมีข้อมูลอย่างแน่นอน และไม่ใช่พูดออกมาลอย ๆ เพื่อเบี่ยงเบนประเด็น ที่มีหลักฐานว่าเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นรายวันใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เกิดจากความต้องการแบ่งแยกดินแดน ของคนในพื้นที่ และมีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยมุสลิม และการพูดของ พล.เอกสนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. เป็นการพูดเพื่อเอาใจคนมุสลิม จึงเปิดประเด็นให้เป็นการกระทำของ พรรคคอมมิวนิสต์ เพียงเพราะ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. เป็นชาวไทยมุสลิม ด้วยกัน อย่างนั้นหรือ


นายกรัฐมนตรี ยังไม่ทราบเรื่อง ผกค.คืนชีพ
รุ่งขึ้น เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2549 เวลา 09.15 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ที่บ้านพักซอยจรัญสนิทวงศ์ 69 โดยผู้สื่อข่าวถามว่า ในระหว่างการรับประทานอาหารร่วมกับ ผบ.เหล่าทัพที่บ้านพักรับรองผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 11 สิงหาคม 2549 ที่ผ่านมา มีการหารือเรื่องนี้หรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวด้วยสีหน้า ไม่สู้ดีนัก ว่า "ไม่ครับ ยังไม่ได้คุย" จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณปฏิเสธจะให้สัมภาษณ์ โดยบอกว่า "พอแล้วๆ ไปๆ"

โฆษกพรรคฝ่ายค้าน ไม่เชื่อ ผกค. คืนชีพ
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นพรรคฝ่ายค้าน ยังได้แสดงความคิดเห็น ที่ไม่ค่อยจะเชื่อ กรณีที่ พล.อ.สนธิ ระบุถึงคอมมิวนิสต์ในไทยคืนชีพและกำลังเติบโตว่า ผบ.ทบ.น่าจะมีข้อมูลบางอย่าง ซึ่งประชาชนคนไทยอาจจะยังไม่มี คิดว่าควรจะรับฟังข้อมูล เนื่องจากเป็นข้อมูล ที่น่าสนใจแต่ส่วนตัวคิดว่า ขบวนการคอมมิวนิสต์คืนชีพนี้ คงไม่หลงเหลืออยู่แล้ว ในประเทศ โดยเฉพาะการใช้กองกำลังอาวุธเข้ามาปฏิบัติการใดๆ ไม่น่าจะมี ต้องรอดูรายละเอียดจาก ผบ.ทบ.ว่ามีข้อมูลมากน้อยและเป็นอย่างไร หาก ผบ.ทบ.มีข้อมูลและคิดว่าขบวนการเหล่านี้ จะเป็นภัยต่อประเทศชาติบ้านเมือง และจะทำให้สถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ลุกลาม ก็คิดว่า พล.อ.สนธิ น่าจะใช้อำนาจหน้าที่ที่มีอยู่พยายามทำให้สิ่งเหล่านี้ไม่เกิดขึ้น

สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ ก็ไม่เชื่อว่า ผกค.จะคืนชีพ
วันที่ 12 สิงหาคม 2549 นายสุรชัย แซ่ด่าน อดีตแกนนำ ผกค.ในพื้นที่ภาคใต้ แสดงความคิดเห็นโดยไม่เชื่อใน คำพูดของ ผบ.ทบ.โดยนายสุรชัย ระบุ ว่า ผบ.ทบ.คงนอนฝันแล้วลุกขึ้นมาพูด อยู่มากี่ปีทำไมไม่พูด แต่พอจะตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ไทยใหม่ เพื่อมาถ่วงดุลกลับออกมาพูดฟื้นฝอยหาตะเข็บทำไม การที่จะตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ไม่มีมูลเหตุเชื่อมโยงอะไรกับสถานการณ์ภาคใต้เลยแม้แต่น้อย

นายสุรชัย ยังแสดงความเห็นว่า ผบ.ทบ.เป็นมุสลิม วันนี้จึงน่าจะรู้ว่าสถานการณ์เป็นเรื่องของมุสลิมกับอเมริกา ทำไม ผบ.ทบ.ไม่แย้งรัฐบาลที่ไปเอาใจอเมริกา วันนี้ที่รบกันทั่วโลกมี 2 ขั้ว คืออเมริกากับโลกมุสลิม ผบ.ทบ.ควรเข้าใจปัญหา อย่าชักใบให้เรือเสีย ถ้าแก้ปัญหาภาคใต้ไม่ได้ก็บอกว่าแก้ไม่ได้ อย่ามาโยนว่าเป็นเรื่องคอมมิวนิสต์ วันนี้ยุคสมัยเปลี่ยน ประวัติศาสตร์เปลี่ยน มันไม่มีแล้ว เราต่อสู้ในแนวทางที่ถูกต้อง อย่าทำอะไรให้มันเลอะเทอะ

รองนายกฝ่ายมั่นคง ยังไม่มีข้อมูล ผกค.
เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2549 ที่บ้านพักซอยประชาราษฎร์ 10 กรุงเทพ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ระบุว่ามีกลุ่มคอมมิวนิสต์ร่วมก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ต้องไปถามคนที่พูด แต่เป็นข่าวที่ตนไม่มั่นใจว่าเป็นเช่นนั้น เพราะขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลเรื่องดังกล่าว และเป็นที่ทราบดีว่านายสุรชัย แซ่ด่าน อดีตแกนนำผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) ก็ตั้งพรรคคอมมิวนิสต์อยู่ ไม่มีข้อมูลให้ไปถามคนที่มีข้อมูลเรื่องนี้เอาเอง และได้ตรวจสอบแล้วยังไม่มีข้อมูลเรื่องนี้

อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ไม่เชื่อคอมมิวนิสต์ฟื้นคืนชีพ
พล.อ.กิตติ รัตนฉายา อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในเรื่องนี้มากที่สุดและได้เขียนหนังสือหลายเล่มที่เกี่ยวกับขบวนการ ได้วิเคราะห์ถึงกรณี ผบ.ทบ.เตือนให้ระวังคอมมิวนิสต์คืนชีพว่า เป็นเรื่องที่ไม่มีมูล ไม่มีข้อเท็จจริงแต่อย่างใด พรรคคอมมิวนิสต์สาขาภาคใต้ได้ออกมามอบตัวเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย และหยุดการเคลื่อนไหวอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2532 ทั้งกองกำลังส่วนหน้าและแนวร่วม ภาคใต้สงบตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ส่วนที่ว่าพรรคคอมมิวนิสต์จับมือกับขบวนการโจรก่อการร้าย (ขจก.) ยิ่งไปกันใหญ่ เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย เพราะอุดมการณ์ต่างกัน จึงเป็นไปไม่ได้ที่อดีตโจรจีนคอมมิวนิสต์ (จคม.) จะจับมือกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.)

พล.อ.กิตติ ให้ข้อมูลว่า ผกค.เคลื่อนไหวใต้สุดแค่ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา เท่านั้น ไม่สามารถลงไปเคลื่อนไหวในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ได้ ขณะที่ 3 จังหวัดภาคใต้เป็นการเคลื่อนไหวของ จคม.เชื่อว่าการออกมาพูดของ ผบ.ทบ.ในครั้งนี้คงไปรับฟังมาจากพวกเคลื่อนไหวเก่าๆ ที่เอาเรื่องเดิมๆมาพูดที่สำคัญขาดการวิเคราะห์ข้อมูลข้อเท็จจริง

"การก่อความไม่สงบในภาคใต้อาจจะเกี่ยวกับ จคม.อยู่สักนิด ตรงที่มีการวางระเบิดที่ อ.สุคิริน หรือที่ อ.แว้ง จ.นราธิวาส ที่จับอดีต จคม.ได้ โดยเป็น จคม.เก่าที่ออกมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยที่มีความรู้ในการวางระเบิด คนเหล่านี้เมื่อออกมาก็ประกอบอาชีพ เมื่อไม่มีเงินก็มารับจ้างวาน"

พล.อ.กิตติ รัตนฉายา อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ที่ช่ำชองพื้นที่และมีข้อมูล ยังบอกอีกว่า ได้เช็คข้อมูลทั้งหมดภายหลัง ผบ.ทบ.ออกมาพูด ยืนยันไม่มีมูล ผกค.จะจับมือกับ ขจก. ร่วมกันปล้นปืนก็ไม่มี เป้าหมายการปล้นปืนคือเอาไปฝังเพื่อเคลื่อนไหวแบ่งแยกดินแดน

อดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ เชื่อว่า ผบ.ทบ พูดเรื่อง ผกค.ไม่มีมูล
ต่อมาเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2549 นายสุรชัย แซ่ด่าน อดีตแกนนำ ผกค.ภาคใต้ ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า จากการตรวจสอบที่มาที่ไปของข้อมูล ทราบว่า ผบ.ทบ.ไปรับฟังข้อมูลที่ผิดๆ มาจากสหายเก่าบางคน ไม่ว่าจะเป็นสหายแปลก (ถาวร จุลเสวก) และสหายวัฒน์ (สุวัฒน์ ตั้งตระกูล) ทั้ง 2 คนนี้ทราบว่ากำลังเคลื่อนไหวตั้งพรรคการเมืองชื่อ "พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า" และกำลังหาเงินใช้เพื่อเคลื่อนไหวในการทำกิจกรรม

"อุดมการณ์ ผกค.ไม่มีแยกดินแดน เรื่องนี้ ผบ.ทบ.จะออกมาแก้ตัวอย่างไร เป็นถึงระดับ พล.อ.ยังมั่ว แล้วจะอยู่ได้หรือ เชื่อว่าเรื่องนี้ส่งผลสะเทือนเก้าอี้แน่"

นายสุรชัย แซ่ด่าน บอกอีกว่า สำหรับประวัติของสหายแปลกนั้น หลังจากที่สหายจิต จงจิต หัวหน้าแกนนำกรุงชิง ออกมามอบตัวเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย สหายแปลกได้ขึ้นเป็นผู้นำแทนอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่จะทิ้งความรับผิดชอบ ด้วยการหนีตามภรรยาไปอยู่กรุงเทพฯ ช่วงปี 2522-2523 โดยสหายแปลก ไม่ได้ออกมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยเหมือนคนอื่นๆ หนีอุดมการณ์ไปปักหลังทำสวนอยู่กับภรรยาที่ จ.พระนครศรีอยุธยา จนกระทั่งภรรยาทิ้ง จึงหวนกลับมา จ.นครศรีธรรมราช และเกี่ยวพันกับปัญหาชาวบ้านบุกรุกพื้นที่สวนปาล์มที่จ.กระบี่จนชาวบ้านถูกจับกุม

ด้านนายทองขาว ทวีปรังษีนุกูล เลขาธิการเครือข่ายเดือนตุลา ออกแถลงการณ์ว่า ที่ผบ.ทบ.ระบุว่าคอมมิวนิสต์กำลังคืนชีพ เพื่อล้มสถาบันและทุนนิยมและมีส่วนในการปล้นปืนทหารใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ในความเป็นจริงโลกคอมมิวนิสต์ที่เคยพยายามสถาปนาขึ้นมาในหลายประเทศ ได้ล่มสลายกลายเป็นทุนนิยมกันไปหมดแล้ว หากมีกลุ่มองค์กรใดหรือใครมีความคิดวิปลาสดังที่ ผบ.ทบ.กล่าวไว้จริง ก็ควรจับให้มั่นคั้นให้ตาย มิใช่ปล่อยข่าวสร้างกระแส หาแพะรับบาป

โจรจีนคอมมิวนิสต์ เชื่อพวกที่เหลืออยู่อาจจะไปช่วย กลุ่มแบ่งแยกดินแดน
(ที่มา ผู้จัดการออนไลน์ 15 ส.ค.49)นายอากัง แซ่ยี อดีตโจรจีนคอมมิวนิสต์ (จคม.) ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ที่อาศัยอยู่หมู่บ้านปิยมิตร อ.เบตงจ.ยะลาได้แสดงทัศนะว่าข้อมูลของพล.อ.สนธิเป็นข้อมูลที่มีน้ำหนักเนื่องจากในปี 2513 - 2517 พรรคคอมมิวนิสต์ มีความขัดแย้งทางความคิดภายในกลุ่มของ จคม.หลายครั้งจนทำให้ต้องแยกออกเป็น 2 กลุ่ม 3 พวก คือ พรรคคอมมิวนิสต์กลุ่มใหม่ คือ
พวกที่1พรรคคอมมิวนิสต์กรม8มีนายอี้เจียงเป็นหัวหน้า
พวกที่ 2 พรรคคอมมิวนิสต์ เขต 2 มีนายจางจงหมิง เป็นหัวหน้า ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว เป็นหัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์ กลุ่มเก่า
พวกที่ 3 ประกอบด้วยพรรคคอมมิวนิสต์ กรม 10, กรม12, เขตพิเศษ, กองพิเศษ/เขตผสม มีนายจีนเป็ง เป็นหัวหน้า และต่อมาในปี 2523 รัฐบาลได้ประกาศใช้คำสั่งที่ 66/2523 ในการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย การต่อสู้กับ จคม.จึงได้มีการปรับเปลี่ยนแนวทางให้มีการปราบปรามควบคู่กับการเจรจาและเป็นผลสำเร็จ

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2530 จคม.กลุ่มแรก คือ จคม.กรม 8 กลุ่มของนายบุญชัย แซ่อึ้ง หรือนายอี้เจียง ได้ออกมารายงานตัวที่กองร้อย ตชด 437 อ.สะเดา จ.สงขลา จำนวน 122 คน อาวุธปืน 328 กระบอกและกระสุน 102,238 นัด

และเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2530 จคม.กลุ่มที่ 2 จคม.เขต 2 หรือพรรคคอมมิวนิสต์ มาเลเซีย กลุ่มของนายหยีเจียน แซ่เซียว (จางจงหมิง) ได้ออกมารายงานตัวที่บ้านบ่อน้ำร้อน ต.ตาเนาะแมเราะ อ.เบตง จ.ยะลา จำนวน 542 คนพร้อมกับ จคม.อีก 7 คนที่หลบออกมาก่อน รวมเป็น 549 คนโดยมอบอาวุธปืน 592 กระบอก กระสุน 133,400 นัด ในขณะที่กลุ่มแรกและกลุ่มสองออกมารายงานตัวนั้น การดำเนินการในการเจรจากับ จคม.กลุ่มสุดท้าย ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดกับ พล.ต.กิตติ รัตนฉายา ในขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็น ผบ.พล.ร.5/ผบ.กกล.ผสม ฉก.ไทย ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องและผลการใช้การเจรจาก็ประสบผลสำเร็จ คือการลงนามสัญญาสันติภาพ 3 ฝ่ายเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2532 ที่โรงแรมลีการ์เด้นท์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เป็นการลงนามสัญญาระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับรัฐบาลมาเลเซียโดยฝ่ายไทยเป็นพยานพรรคคอมมิวนิสต์ นำโดยนายจีนเป็ง มีจำนวนทั้งสิ้น 1,121 คน ได้ออกมารายงานตัวตามที่ตั้งต่างๆ ในวันที่ 11 มกราคม 2533 เป็นกลุ่มสุดท้ายของ จคม.

นายอากัง แซ่ยี อดีตโจรจีนคอมมิวนิสต์ (จคม.) เล่าว่า กลุ่มสุดท้ายที่ออกมารายงานตัวนั้นต้องใช้ระยะเวลาเกือบ 3 ปีกว่าจะเจรจาให้มาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยและกลุ่มสุดท้ายนั้นส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่อำเภอยะหา จ.ยะลา และ อ.สุคิริน จ.นราธิวาส และมีกลุ่มมุสลิมจำนวนไม่น้อยที่อยู่ร่วมกับจคม.กลุ่มสุดท้ายนี้

กลุ่มอดีต จคม.ที่ออกมาเคลื่อนไหวตามข้อมูลที่ พล.อ.สนธิ ระบุนั้น น่าจะเป็นเครือข่ายหรือลูกน้องเก่าของนายจีนเป็ง ซึ่งเป็นหัวหน้า จคม.ที่เซ็นสัญญายอมวางอาวุธเพื่อพัฒนาชาติไทยในปี 2532 ในขณะที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็น ผบ.ทบ.และรักษาการ ผบ.สูงสุดยุคนั้น โดยเฉพาะในพื้นที่แนวเทือกเขาบูโด ที่มีนายจีนเป็ง เป็นหัวหน้าและมีลูกน้องเป็นมุสลิมจำนวนมาก จึงเชื่อว่าน่าจะมีบางส่วน ที่ยังไม่ยอมเข้าร่วมเป็นผู้พัฒนาชาติไทยด้วยความบริสุทธิ์ใจ เพราะบางคนยังปักใจอยู่กับเรื่องราวประวัติศาสตร์ในอดีตที่รัฐปัตตานีถูกกระทำโดยสยามประเทศ

นายอากัง เล่าอีกว่า สิ่งที่ทำให้น่าเชื่อว่า อดีต จคม.ได้ให้ความร่วมมือกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นมีรูปแบบและยุทธวิธีคล้ายกับที่พวกเราเคยใช้ต่อสู้กับทหารมาเลเซียในอดีต เช่น มีการโฆษณาชวนเชื่อให้มาอยู่ร่วมอุดมการณ์กับพรรคคอมมิวนิสต์ ยุทธวิธีการต่อสู้ด้วยอาวุธปืน มีด และมือเปล่า รวมทั้งการวางระเบิดบนเส้นทางและในเหตุการณ์ปัจจุบันก็ถูกนำมาใช้ในพื้นที่3จังหวัดชายแดนภาคใต้

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมารูปแบบการวางระเบิดดังกล่าว ไม่จำเป็นที่ อดีต จคม.ต้องลงมือปฏิบัติเอง เพียงแต่นำความรู้และยุทธวิธีที่ได้รับการฝึกฝนในอดีต มาถ่ายทอดให้กับแนวร่วมรุ่นใหม่ ก็สามารถนำไปปฏิบัติได้ หรือไม่ก็รับจ้างผลิตระเบิดที่ในปัจจุบันอดีต จคม.บางคนสามารถหาวัตถุดิบที่ฝังดินที่ซุกซ่อนไว้ในป่านำมาใช้ และระเบิดบางชนิด ก็ยังมีอนุภาพการทำลายยังสมบูรณ์อยู่

ในขณะเดียวกันบางครั้งยังพบว่า อาวุธบางชนิดที่นำมาก่อเหตุ ก็ได้ถูกนำมาใช้ในปัจจุบันด้วย จึง เชื่อว่ามี อดีต จคม.เก่ามาร่วมกับกลุ่มก่อความไม่สงบป่วนใต้ในปัจจุบันแน่นอน แต่ก็คงเป็นส่วนน้อย เพราะคนในยุคนั้นปัจจุบันมีอายุมากแล้วและบางคนก็เสียชีวิตไปแล้ว ส่วนเป้าหมายของการร่วมมือนั้นเชื่อว่า มีเจตนารมณ์อยู่สามอย่างด้วยกัน คือ 1.การร่วมอุดมการณ์กับกลุ่มก่อความไม่สงบ 2.การขายอาวุธและวัตถุระเบิดและ3.การรับจ้างประกอบระเบิด

อี้เจียง เล่าที่มาพรรคคอมมิวนิสต์มลายา
(ที่มา ส่วนข่าวและรายการภูมิภาค สำนักประชาสัมพันธ์เขต 6 สงขลา) เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2547 ที่สำนักประชาสัมพันธ์เขต 6 สงขลา นายอี้เจียง อดีตหัวหน้ากรม 8 พรรคคอมมิวนิสต์มลายา วัย 77 ปี ได้เล่าถึง ความเป็นมาของพรรคคอมมิวนิสต์มลายา ว่าเกิดขึ้นจากการที่ชาวจีนในมาเลเซีย ได้ให้การสนับสนุนด้านการเงินแก่จีนต่อสู้กับญี่ปุ่น จนจีนชนะญี่ปุ่น ต่อมาเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นรุกรานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชาวจีนในมาเลเซียก็ได้ร่วมกันต่อต้านญี่ปุ่น และเนื่องจากมลายูเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ชาวจีนกลุ่มนี้ก็ลุกขึ้นต่อต้านอังกฤษและรัฐบาลมาเลเซียเพื่อเรียกร้องเอกราช จนถูกทางการมาเลเซียและอังกฤษร่วมกันปราบปราม จึงมีการจับอาวุธขึ้นต่อสู้จนต้องถอยร่นมาอยู่ทางตอนเหนือของมาเลเซีย โดยแบ่งกองกำลังออกเป็นกรม ถึง 12 กรม จนถูกตีแตกเหลือมาอยู่ในฝั่งชายแดนไทยเพียง 3 กรมคือ กรม 7 กรม 8 และกรม 12 ส่วนกรม 8 มีตนเป็นหัวหน้า ตอนนั้นอายุประมาณ 40 ปี มีการขุดอุโมงค์เพื่อใช้ในการหลบซ่อนตัวและใช้เป็นที่อยู่อาศัย ซึ่งอุโมงค์บางแห่งมีความยาวหลายกิโลเมตร บางแห่งมีขนาดใหญ่ ภายในมีสนามบาสเก็ตบอล มีเรือนพยาบาล ห้องนอน โรงผลิตอาวุธ ห้องครัว ในการต่อสู้ครั้งนั้นได้รับการสนับสนุนจากพรรคคอมมิวนิสต์จีน ในปี 1970 (พ.ศ.2513 ) พรรคคอมมิวนิสต์มลายา ได้เกิดความแตกแยกจนมีการแบ่งออกเป็น สาม พรรค

ที่ตั้งของอุโมงค์ที่พรรคคอมมิวนิสต์มลายา อยู่ในเขตไทย ทางการไทยจึงทำการปราบปราม กดดัน และในที่สุดรัฐบาลไทยจึงรับสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มลายามาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ตามนโยบาย 66/23 ทำให้สมาชิกวางอาวุธ รัฐบาลไทยจึงให้อยู่ร่วมกันบนผืนแผ่นดินไทยอย่างสันติ ในหมู่บ้านจุฬาภรณ์ ที่ตั้งเรียงรายตามแนวชายแดนไทย- มาเลเซีย ด้านอำเภอเบตง จ.ยะลา และอำเภอสุคิริน จ.นราธิวาส คณะรัฐมนตรีในสมัยพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัญชาติกับคนกลุ่มนี้ ประมาณ 400 คน เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2545

นายอี้เจียง เล่าอีกว่า ในอดีตมีอุดมการณ์ที่จะยึดครองมาเลเซีย แต่ก็ไม่สำเร็จ ปัจจุบันเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย และสุดท้ายก็ได้สัญชาติไทยก็พอใจแล้ว ถึงแม้นว่าตนเองจะเกิดที่มาเลเซีย แต่ก็จะขอตายที่ประเทศไทย ขณะนี้ตนหลบภัยมาอาศัยอยู่กับครอบครัว ในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เนื่องจากว่า เมื่อ 2 ปีที่แล้ว กรม 8 ที่ตน เป็นหัวหน้าอยู่ได้เริ่มพัฒนาอุโมงค์ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยได้มีการแต่งตั้งนายอี้ซิง เป็นผู้จัดการ และนายอี้เซิน เป็นรองผู้จัดการ โดยไม่มีการทำสัญญาแต่อย่างใด แรก ๆ ลูกน้องก็เกรงใจ แต่ตอนหลัง เริ่มมีผลประโยชน์ และจะฮุบเป็นของตัวเอง จึงได้มีการเรียกประชุม เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2544 มีผู้เข้าร่วม 60 คน ในจำนวนนี้ 52 คน ยืนยันว่าอุโมงค์เป็นของส่วนรวม แต่อีก 8 คน ยืนยันว่า เป็นกลุ่มของนายอี้ซิง และจะขายให้กับรัฐบาลไทยเป็นเงิน 27 ล้านบาท จนนำไปสู่ความขัดแย้ง

วันที่ 15 ส.ค.49 พล.ท.องค์กร ทองประสม แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ผอ.กอ.สสส.จชต.) กล่าวถึงกระแสข่าวกรณีกลุ่มคอมมิวนิสต์ได้เข้ามามีส่วนร่วมกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ความเป็นไปได้มี เนื่องจากการยุบพรรคคอมมิวนิสต์ ในประเทศไทยนั้นมีปัจจัยอย่างอื่น

ฉะนั้น ปัจจุบันนี้อาจเป็นไปได้ที่จะมีผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยบางส่วนแต่ไม่ทั้งหมด เข้าไปมีส่วนกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดน และร่วมมือปฏิบัติ ดังนั้น แนวความคิดที่จะล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขน่าจะยังคงมีอยู่

บทสรุป
การพูดของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ ที่ว่า คอมมิวนิสต์มีส่วนก่อเหตุร้ายในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลายฝ่ายออกมาแสดงความเห็นว่า ไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะลัทธิคอมมิวนิสต์ หยุดการเคลื่อนไหวไปนานแล้ว แม้นแต่โจรจีนคอมมิวนิสต์ ก็ได้กลับมาร่วมพัฒนาชาติไทย และไม่กลับไปอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย หลายคนได้สัญชาติไทย และอยู่ในพื้นที่ทำมาหากินอย่างสงบสุข บางรายได้ประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม บางรายเปิดบริษัททัวร์ และพัฒนาอุโมงค์ ที่เคยเป็นแหล่งซ่องสุมโจมตีเจ้าหน้าที่ไทยและเจ้าหน้าที่มาเลเซีย โดยพัฒนาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว และมีลูกหลานเรียนหนังสือในเมืองไทย แต่ก็อาจจะมีบ้างที่มีการเคลื่อนไหว ในพื้นที่ อ.สุคิริน จ.นราธิวาส

                              1
คลิ๊กนี้มีความหมาย

ณรงค์ ชื่นนิรันดร์ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยถ.สงขลา-เกาะยอ อ.เมือง จ.สงขลา 90100 : Webmaster by Narong Cheunniran : อีเมล์ :narongthai53@gmail.com