www.narongthai.com  

สวัสดี ทุกท่านที่เข้ามาใช้บริการข้อมูลข่าวสาร กระผมยินดีที่ท่านจะนำข้อมูลจากเว็บไซต์นี้ไปเพื่อการศึกษา ด้วยความยินดีจาก ผม ณรงค์ ชื่นนิรันดร์                                                                                                                                                                                                                                                                            
 

 ณรงค์ ชื่นนิรันดร์

สร้างลิงค์ของโปรไฟล์ในแบบที่เป็นตัวคุณเอง

 

 

 

 

 สถิติวันนี้ 110 คน
 สถิติเมื่อวาน 94 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
6301 คน
27827 คน
1126608 คน
เริ่มเมื่อ 2010-01-13

     

           คาร์บอม ถล่มสุไหงโก-ลก
ณรงค์ ชื่นนิรันดร์ ผู้สื่อข่าว 8 ว.
17 กุมภาพันธ์ 2548

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2548 เวลา 19.30 น. พ.ต.อ.สุรศักดิ์ รมยานนท์ ผกก.สภ.อ.สุไหง โก-ลก จ.นราธิวาส รับแจ้งเกิดเหตุระเบิดขึ้นบริเวณหน้าร้านพิกุล ซึ่งเป็นร้านขายเสื้อผ้า ตั้งอยู่ ในซอยภูธร ถนนเจริญเขต ติดกับโรงแรมมารีน่า ซึ่งเป็นโรงแรมระดับ 4 ดาว อยู่ห่างจากโรงพักประมาณ 500 เมตร จึงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุด เก็บกู้ระเบิดไปที่เกิดเหตุ พบผู้เสียชีวิตคาที่ 4 ราย ไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลอีก 2 รายและผู้บาดเจ็บอีก 39 ราย มีทั้งผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก ผู้ใหญ่ รวมทั้งนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวมาเลเซีย เจ้าหน้าที่จึงรีบ ลำเลียงส่ง รพ.สุไหงโก-ลก พร้อมทั้งได้กันผู้คนออกจากพื้นที่เนื่องจากเกรงว่าจะมีระเบิดลูกที่2เกิดขึ้นอีก

จากการตรวจสอบเบื้องต้นทราบว่า คนร้ายนำระเบิดแสวงเครื่องซุกไว้ในรถเก๋งทำเป็น "คาร์บอมบ์" แล้วนำไปจอดไว้หน้าร้านพิกุล ก่อนจะจุดระเบิดด้วยโทรศัพท์มือถือจนรถเก๋งพังยับเยินไม่มีชิ้นดี แรงระเบิดยังสร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนและตัวอาคารต่าง ๆ เป็นรัศมีประมาณ 40 เมตร สำหรับเหตุวางระเบิดครั้งนี้ คล้ายกับเหตุการณ์ที่คนร้ายลอบวางระเบิดใต้รถเก๋งของ ผอ. สำนักกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2548 จึงเชื่อว่าเป็นฝีมือกลุ่มเดียวกัน.

เวลา 09.45 น. วันที่ 18 ก.พ.2548 พ.ต.ท.มุตตอฟา พานิ สว.สภ.ต.จะกั๊วะ อ.รามัน จ.ยะลา รับแจ้งมีเหตุระเบิดที่ถนนสายจะกว๊ะ-รามัน หมู่ 3 ต.จะกว๊ะ ห่างจากสถานีอนามัยจะกว๊ะเล็กน้อย จึงพร้อมด้วย พ.ต.อ.โสภณ ปานสมทรง ผกก.สภ.อ.รามัน พร้อมด้วยชุดเก็บกู้ระเบิดรุดไปยังที่เกิดเหตุ เมื่อไปถึงพบรถกระบะโตโยต้า สีขาว ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน สังกัด ร้อย ร.407 กรมทหารพรานที่ 41 ค่ายวังพญา จ.ยะลา ถูกสะเก็ดระเบิดเป็นรูพรุน กระจกหน้าแตกกระจาย มีทหารพรานจำนวนหนึ่ง กำลังเคลียร์พื้นที่ในที่เกิดเหตุ ส่วนคนเจ็บจำนวน 3 คน ได้ถูกนำส่ง ร.พ.รามันไปก่อนหน้านี้ประกอบด้วย ส.อ. นิรันดร์ พรหมมณี อายุ 31 ปี อส.ทพ.ภาราดร สุวรรณมณี อายุ 22 ปี และ อส.พท.จบ อินทนพ อายุ 45 ปี ทั้งหมดสังกัด กรมทหารพรานที่ 41 ถูกสะเก็ดระเบิดเข้าที่แขน และใบหน้า อาการไม่สาหัส


สอบสวนทราบว่าก่อนเกิดเหตุ ขณะที่ ส.อ.นิรันดร์ นำกำลังทั้งหมด ออกจากฐานปฏิบัติการ ซึ่งตั้งอยู่ในสถานีอนามัยจะกว๊ะ เพื่อไปซื้อเสบียงอาหารในตลาด ขณะที่มาถึงที่เกิดเหตุ คนร้ายซึ่งได้นำระเบิดแสวงเครื่องชนิดโมบายบอมบ์ วางไว้ริมถนน ได้จุดชนวนระเบิดขึ้น ทำให้รถยนต์ได้รับความเสียหาย และมีผู้บาดเจ็บจำนวน 3 คน จากการตรวจที่เกิดเหตุพบว่า ระเบิดดังกล่าวเป็นระเบิดที่ประกอบขึ้นด้วยไดนาไมต์ ปุ๋ยยูเรีย ลูกปราย ตะปู และเศษโลหะต่าง ๆ จุดระเบิดด้วยโทรศัพท์มือถือโนเกีย จึงเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน

ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังตรวจที่เกิดเหตุ ได้รับแจ้งว่าพบถุงกระดาษลักษณะเหมือนวัตถุระเบิดวางอยู่หน้าวัดสาเมาะ หมู่ 4 ต.ท่าธง อ.รามัน จึงได้นำกำลังชุดเก็บกู้ระเบิดไปยังที่เกิดเหตุ เพื่อตรวจสอบ ซึ่งหลังจากตรวจสอบพบว่า ภายในถุงกระดาษ เป็นระเบิดปลอมที่ทำขึ้นเพื่อหลอกเจ้าหน้าที่ และประชาชนให้ตื่นตกใจ จึงได้นำกำลังกลับ และพบว่าคนร้ายได้ฉวยโอกาสโรยตะปูเรือใบบนถนนสายดังกล่าว ตั้งแต่หน้าโรงเรียนบ้านจำปูน หมู่ที่ 6 จนถึง หมู่ที่ 4 ประมาณ 10 กิโลเมตร สร้างความเสียหายให้กับรถยนต์ของเจ้าหน้าที่และประชาชนหลายสิบคัน จึงได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่เข้าเก็บกวาดอย่างระมัดระวัง เพราะเกรงว่าคนร้ายจะวางระเบิด แสวงเครื่องเป็นกับดักเจ้าหน้าที่

ส่วนที่ จ.สงขลา เช้าวันวันที่ 18 ก.พ.2548 พ.ต.อ.พงษ์ศักดิ์ นาควิจิตร ผบ.ฉก. 4 ตชด.ภ.4 พร้อมด้วย พ.ต.อ.ภูมิเพชร พิพัฒน์เพชรภูมิ ผกก.สภ.อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา พร้อมด้วยกำลัง 60 นาย ได้เข้าตรวจค้นหมู่บ้านเป้าหมายในพื้นที่ ต.ทุ่งพอ อ.สะบ้าย้อย สามารถจับกุมนายอุมา มะตีเยาะ อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 31/2 หมู่ 6 และนางยะรอ สาเดาะรามัน อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 40/5 หมู่ 1 พร้อมยึดกระสุนปืนขนาดต่าง ๆ ได้จำนวนมาก สายบรรจุกระสุนปืนลูกซอง 1 สาย ซองปืนสะพายไหล่ 1 ซอง แมกกาซีนปืน เอชเค 33 จำนวน 2 ซอง จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองส่ง สภ.อ.สะบ้าย้อย เพื่อสอบขยายผล เนื่องจากเชื่อว่ามีส่วนสนับสนุนขบวนการแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่ อ.สะบ้าย้อย

เช้าวันที่ 18 ก.พ.2548 พล.ต.ท.มาโนช ไกรวงศ์ ผบช.ภ.9 มาตรวจความเสียหายจากเหตุระเบิด "คาร์บอมบ์" ที่ข้างโรงแรมมารีน่า อ.สุไหงโก-ลก ส่งผลให้โรงแรมตั้งแต่ชั้นล่างจนถึงชั้นที่ 14 กระจกหน้าต่างแตกเสียหายหมด โดยเฉพาะห้องจัดเลี้ยงชั้น 3 เสียหายมากที่สุด นอกจากนี้อาคารพาณิชย์ที่อยู่ทั้งสองฝั่งเสียหายนับสิบคูหา รถยนต์ 7 คัน รถจยย. 10 คัน พังเสียหาย บางคันเจ้าของรถต่างจำสภาพรถของตนเองไม่ได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขนย้ายซากรถทั้งหมดไปเก็บไว้ยัง สภ.อ.สุไหงโก-ลก เพื่อให้เจ้าของหาหลักฐานมายืนยันต่อไป ในขณะที่ พล.ต.ขวัญชาติ กล้าหาญ รักษาการแม่ทัพภาคที่ 4 ได้เดินทางไปเยี่ยมปลอบขวัญคนเจ็บที่โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก พร้อมทั้งมอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้นจำนวนหนึ่ง

พล.ต.ท.มาโนช กล่าวว่า เหตุระเบิดครั้งนี้ เป็นการก่อการร้ายครั้งร้ายแรงที่สุด ที่คนร้ายใช้ระเบิดคาร์บอมบ์สำเร็จ หลังจากที่เคยพยายามทำมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ไม่สำเร็จ จากการตรวจสอบรถยนต์ที่คนร้ายนำมาประกอบระเบิด เป็นรถเก๋งโตโยต้า โคโรลล่า รุ่นเก่า ที่ถูกโจรกรรมไปจากพื้นที่ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เมื่อกลางปี 2547 โดยคนร้ายได้นำระเบิดแสวงเครื่อง ที่ประกอบด้วย ไดนาไมต์ ปุ๋ยยูเรีย สะเก็ดระเบิด บรรจุในกระโปรงหลังของรถน้ำหนักประมาณ 100 กิโลกรัม เข้ามาจอดยังที่เกิดเหตุ ซึ่งก่อนที่ คาร์บอมบ์จะเข้ามาจอด คนร้ายได้วางแผนให้พรรคพวกนำรถปิกอัพนิสสัน เอ็นวี สีเขียว ขับเข้ามาจอดจองที่ดังกล่าวไว้ก่อน เนื่องจากวันนั้นโรงแรมมีงานแต่งงาน ผู้คนและรถราจึงพลุกพล่าน หลังจากที่คนร้ายขับรถที่ประกอบเป็นคาร์บอมบ์เข้ามาถึง คนขับรถนิสสัน เอ็นวี ก็นำรถออกทันที เพื่อให้รถเก๋งที่เป็นคาร์บอมบ์ เข้าไปจอดแทน จากนั้นคนที่ขับรถคาร์บอมบ์ได้ลงมาขึ้นรถเอ็นวี ออกจากที่เกิดเหตุได้ประมาณ 5 นาที จึงเกิดระเบิดขึ้น

มีรายงานว่า ก่อนหน้านี้ผู้ก่อการร้ายเคยประกอบ "คาร์บอมบ์" หวังก่อวินาศกรรมมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ไม่สำเร็จ โดยครั้งแรกใช้รถเก๋งโตโยต้ารุ่นเก่า ที่โจรกรรมมาใส่ไดนาไมต์ ปุ๋ยยูเรีย น้ำมันดีเซล ขับไปจอดทิ้งไว้ข้าง สภ.อ.เมืองปัตตานี เมื่อปี 2545 แต่เจ้าหน้าที่ตรวจพบเสียก่อน ส่วนครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2546 คนร้ายนำรถกระบะเก่า ๆ ใช้วิธีประกอบระเบิดแบบเดียวกัน นำมาวางไว้ที่หน้าโรงแรมมารีน่า อ.สุไหงโก-ลก เป็นเวลา 3 วัน โดยที่เจ้าหน้าที่ไม่สงสัยว่าเป็น "คาร์บอมบ์" แต่ระเบิดไม่ทำงาน เนื่องจากฝนตกหนัก ทำให้ดินเชื้อปะทุเกิดความชื้น และครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 และใช้โทรศัพท์เป็นตัวจุดชนวน ต่างกับสองครั้งแรกที่ใช้ตั้งเวลาโดยนาฬิกาปลุก

สำหรับผู้ต้องสงสัยที่ตำรวจ สภ.อ.สุไหงโก-ลก จับกุมตัวได้หลังเกิดเหตุ คือนายฮาบีซา เจ๊ะดือเร๊ะ อายุ 21 ปี ชาวบ้าน ต.ปาเสมัส อ.สุไหงโก-ลก จากการสอบสวนพบว่า เป็นแก๊งลักทรัพย์ที่ได้ฉวยโอกาสตอนเกิดเหตุชุลมุนเข้าไปโจรกรรมรถยนต์ ฮอนด้า ซีวิค สีเหลือง ทะเบียน ฐ-0878 ซึ่งเป็นรถของผู้ช่วยผู้สื่อข่าวช่อง 7 สี และเจ้าหน้าที่จับกุมได้ขณะพยายามนำรถยนต์ข้ามพรมแดนไปยังประเทศมาเลเซีย ซึ่งจากการสอบสวนพบว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางระเบิดคาร์บอมบ์ในครั้งนี้

สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้น นอกจากกระจกอาคารโรงแรมมารีน่าจะแตกร้าวตั้งแต่ชั้นล่างถึงชั้น 14 แล้ว ร้านขายอาหาร และ อื่น ๆ จำนวน 5 คูหา ได้รับความเสียหายพังยับเยิน โดยเฉพาะสำนักงานมูลนิธิธารน้ำใจ สุไหงโก-ลก เสียหายมากที่สุด ส่วนผู้ที่เสียชีวิตคาที่จำนวน 4 ศพ แต่ละศพดำเป็นตอตะโก ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นศพของใคร ทราบชื่อเพียง 1 ศพ คือนายประกอบ โพธิพิพัฒน์ อายุ 21 ปี และต่อมามีผู้บาดเจ็บทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตที่ รพ.นราธิวาสราชนครินทร์ คือนายสันติชัย ไชยประดิษฐ์ อายุ 30 ปี รวมผู้เสียชีวิตขณะนี้จำนวน 5 ศพ ไม่ทราบชื่อ 3 ราย และบาดเจ็บ 39 ราย

ส่วนศูนย์นเรนทร กระทรวงสาธารณสุข รายงานชื่อผู้บาดเจ็บทั้ง 39 รายจากเหตุระเบิดข้างโรงแรมมารีน่า ที่รักษาตัวอยู่ รพ.สุไหง โก-ลก ทราบชื่อ นางสุดา หิ้วพงศ์ นายวอง ยกเซ็ง (มาเลเซีย) นางกัญญาภัทร โพธิกุดไชย น.ส.ฮาซีรา เจ๊ะอารง นางจันทนา สิงห์สาคร นางหนูไหน ยศรุ่งเรือง นายสมศักดิ์ ไชยมุสิก น.ส.สุรัตถา แซ่เฮ้ง นางฤทัย วงศ์สุมาลัย นายอรุณ รัตพันธ์ น.ส.ศิริพร ทองคณารักษ์ ด.ญ. ชนิสรา หิ้วพงศ์ นายเชี่ยวชาญ หิ้วพงศ์ ด.ช.ทัตพงศ์ หิ้วพงศ์ ด.ญ.ชลิสา หิ้วพงศ์ นายอนันต์ ดาโอ๊ะ นางรุจี สิริพงษ์ ศิลป์ นายชโลธร ปรีชาวุฒิเดช นางอำไพ จันทาพูล น.ส.สุภาพร กล้าศึก นายธวัชชัย ต๊ะหา นายสุชาติ พิพิธ นายสาเมือง เจ๊ะอามะ นายวัลลภ อุทยารัตน์ นายสมบูรณ์ พงษ์ธำรงค์ นางราตรี ทองรัศมี นายดือนัง รักอำนวยศิลป์ นางสมสาย ตาสา นางโสภิต แซ่ตัน นางอัญชลีพร ภมรเสน นายธีรยุทธ์ ศิริพงศ์สิน น.ส.พิมพ์ดาว พาสมบูรณ์ นางมยุรี สาระวารี น.ส.อรวรรณ สีจาง นายอวยชัย พันธ์สุวรรณ นางทติยาพร ราชูโส นายนูอารีมี เจ๊ะมะ นายวรกมล เอี่ยมท่า และนางจิราพา กูลเกื้อ

พ.ท.อาคม พงศ์พรหม รักษาการ หน. ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพภาคที่ 4 ส่วนหน้า ได้ออกแถลงการณ์ กรณีคาร์บอมบ์ข้างโรงแรมมารีน่า กลางเมืองสุไหงโก-ลก ว่า กองทัพภาคที่ 4 ส่วนหน้า หน่วย ฉก.ทักษิณ ขอแสดงความเสียใจ และประณามคนร้ายที่มุ่งก่อความไม่สงบ โดยไม่เว้นต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ เพื่อให้สามารถจับกุมคนร้ายมาลงโทษโดยเร็ว จึงขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนผู้รักชาติ แจ้งเบาะแส กลุ่มคนร้ายดังกล่าว หรือที่ซุกซ่อนอาวุธ วัตถุระเบิด แหล่งผลิต ที่ใช้ก่อความไม่สงบกับเจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ใกล้ที่สุด หรือโทรศัพท์หมายเลข 1341 จะมีเงินรางวัล 100,000 บาท โดยจะมีการปกปิดผู้แจ้งเบาะแสเป็นความลับ

สำหรับกลุ่มผู้ที่ประกอบระเบิดในครั้งนี้ จากการสืบสวนในทางลึก เชื่อว่าเป็นการลงมือของ ขจก.รุสลัน ยามูแรแน ขจก.รุสดี เปาะเส้ง ขจก. บือราเฮง ยะห์ แกนนำของขบวนการพูโล โดยเฉพาะ รุสดี และ รุสลัน เป็นมือก่อวินาศกรรมระดับครูฝึกในขบวนการแบ่งแยก ดินแดน เชี่ยวชาญการประกอบระเบิด โดยแกนนำทั้ง 3 ราย ได้หลบหนีจากประเทศมาเลเซีย เข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่แนวตะเข็บชายแดนไทย-มาเลเซีย กว่า 2 สัปดาห์ โดยพักอยู่ในโรงเรียนตาฎีกาแห่งหนึ่งในรัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย ห่างจากชายแดนไทยเพียง 1 กิโลเมตร ส่วนผู้ที่ขับรถคาร์บอมบ์มายังจุดระเบิด เป็นสมุนของนายมะแอ กำปงบูเก๊ะ สังกัดขบวนการมูจาฮีดีน อิสลามปัตตานี อยู่ที่ บ้านบูกิ๊ต อ.เจาะไอร้องจ.นราธิวาส

สำหรับรถนิสสันเอ็นวี สีเขียว ที่เข้าไปจองที่จอดรถข้างโรงแรมมารีน่า เป็นรถของกลุ่ม ขจก. มะรูดี ปิยา แกนนำขบวนการพูโล ที่อยู่ใน อ.สายบุรี โดยรถนิสสันเอ็นวี คันดังกล่าว เป็นรถที่กลุ่มก่อการร้าย ได้ใช้ก่อเหตุยิงเจ้าหน้าที่มาแล้วหลายครั้ง ซึ่งในครั้งนี้ ขจก.มะรูดี ได้รวบรวมวัยรุ่น และนักเรียนปอเนาะกลุ่มหนึ่ง ที่ญาติพี่น้องถูกเจ้าหน้าที่จับกุม และถูกออกหมายจับมาฝึกให้เป็นหน่วยกล้าตาย เพื่อใช้ในการทำระเบิดคาร์บอมบ์ในครั้งนี้ โดยหน่วยกล้าตายชุดนี้ มีความแค้นเป็นส่วนตัวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐอยู่แล้ว ทำให้มีความห้าวหาญในการปฏิบัติการ

รายงานข่าวจากหน่วยข่าวกรอง แจ้งว่า ยังมีระเบิดในลักษณะคาร์บอมบ์ อีก 3 คัน ที่ประกอบแล้ว และมีเป้าหมายปฏิบัติการใน อ.ตากใบ อ.เมืองนราธิวาส และใน จ.ปัตตานี ซึ่งจะมีงานประจำปีสมโภชเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวในวันที่ 20 ก.พ.2548 จึงมีการแจ้งเตือนให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยเฝ้าระวังในการป้องกันการก่อวินาศกรรม

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า หน่วยข่าวกรองยังพบว่า ขบวนการมีแผนก่อการร้ายอย่างรุนแรงใน 80 วัน นับตั้งแต่เดือน ก.พ.-เม.ย.โดยใช้ชื่อว่า 80 วันอันตราย วิธีการคือการวางระเบิดในพื้นที่เป้าหมาย โดยใช้ความรุนแรง แบบเดียวกับในต่างประเทศ เพื่อยกระดับการก่อการร้ายให้เป็นสากล และให้เกิดความสูญเสียให้มาก เพื่อหวังยั่วยุให้เจ้าหน้าที่ล้อมปราบแกนนำที่เป็นครูสอนศาสนา ผู้นำศาสนา และประชาชนทั่วไป เพื่อให้เกิดการประท้วงขึ้นในหมู่ประชาชน เหตุการณ์ทั้งหมดจะถูกมองว่าเป็นการต่อสู้เพื่อแบ่งแยกดินแดนเหมือนกับประเทศอื่น ๆ

ในขณะที่ พล.อ.สิริชัย ธัญญสิริ ผอ. กอ.สสส.จชต. เปิดเผยว่า ได้มีการสั่งการให้ กองกำลังทั้งหมดในพื้นที่สามจังหวัดระวังป้องกันเหตุร้ายที่เชื่อว่ายังจะต้องติดตามมาอีก ตามแผนของผู้ก่อการร้าย ซึ่งขณะนี้ได้ป้องกันอย่างเต็มที่ แต่ก็ยังมีช่องว่างให้เกิดขึ้นจนได้ ในฐานะของ ผอ.กอ.สสส.จชต. ก็แสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่จะพยายามป้องกัน โดยเฉพาะในงานสมโภชเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวนั้น ได้มีการจัดกำลังป้องกันเหตุร้ายร่วมกับตำรวจ และฝ่ายปกครองอย่างเต็มที่แล้ว เชื่อว่าจะไม่มีคาร์บอมบ์ หรือเหตุร้ายเกิดขึ้นในงานอย่างแน่นอน


เมื่อเวลา 13.45 น. วันที่ 18 ก.พ. 2548 ร.ต.ท.พิบูลย์ ธนิตกุล ร้อยเวร สภ.อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส รับแจ้งเหตุมีคนถูกยิงหน้าบ้านเลขที่ 18 หมู่ 7 ต.เรียง ไปตรวจที่เกิดเหตุเป็นร้านขายของชำ พบเพียงกองเลือด ส่วนคนเจ็บถูกนำส่ง รพ.รือเสาะ แล้ว ทราบชื่อว่านายขุ่น แซ่เห่า อายุ 71 ปี เจ้าของร้าน ถูกยิงด้วยกระสุนขนาด 9 มม. เข้าที่หน้าท้อง ตะโพกขวา และเข่าขวา รวม 3 นัด ที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุน 4 ปลอก และหัวกระสุน 2 หัว สอบสวนทราบว่ามีคนร้าย 2 คน ใช้รถจยย.ฮอนด้า เวฟ สีบรอนซ์ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน มาซื้อบุหรี่ เมื่อได้โอกาสจึงชักปืนยิงใส่แล้วหลบหนีไป เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อให้ชาวพุทธเกิดความหวาดกลัว

ต่อมาเวลา 17.30 น. ร.ต.อ.จิรายุ ภู่ระพงษ์ ร้อยเวร สภ.อ.รามัน จ.ยะลา รับแจ้งมีคนถูกยิงที่สนามเด็กเล่นเทศบาลตำบลกายูบอเกาะ อ.รามัน ไปตรวจสอบพบเพียงกองเลือด ส่วนคนเจ็บชื่อนายเสาร์ ดัชถุยาวัตร อายุ 48 ปี คนงานโรงงานนราพาราวูด ถูกยิงด้วยกระสุน .38 เข้าที่ลำตัวรวม 3 นัด อาการสาหัส ถูกนำส่ง รพ. รามัน สอบสวนหลังเลิกงานนายเสาร์ มาออกกำลังกายที่สนามเด็กเล่น ได้มีคนร้าย 2 คนนั่งรถจยย.ฮอนด้า เวฟ จำทะเบียนได้เพียง 669 วิ่งมาจอดข้าง ๆ คนซ้อนได้ชักปืนยิงใส่ถูก 3 นัด จนได้รับบาดเจ็บ ส่วนสาเหตุเชื่อว่าเกิดจากสร้างสถานการณ์ของขบวนการ

ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ระเบิดที่โรงแรมมารีน่า เมื่อคืนวันที่ 17 ก.พ.2548 ว่า ก็อย่างที่ตนบอกไว้ว่ามันมีระเบิดเข้ามา ก็คงจะมีอยู่นิดหน่อย แต่สิ่งที่แย่คือที่เกิดระเบิดอยู่ใกล้กับร้านแก๊ส จุดนั้นเป็นซอยเล็ก ๆ และมีงานแต่งงานพอดี เลยมีคนบาดเจ็บจำนวนมาก เมื่อถามว่ามีเบาะแสอะไรหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า คงเป็นเรื่องที่พยายามกดดันฝ่ายเรา ในอดีตเราไม่ได้กดดันฝ่ายเขาเลย แต่เป็นฝ่ายตั้งรับมาตลอด ช่วงเวลา 2 วันที่ตนลงไปในพื้นที่ ก็ ได้เห็นอะไรมากขึ้น และได้ปรับแผนการทำงานหลายอย่าง คิดว่าจะให้เวลา 1 เดือนคงจะดีขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่เหตุการณ์ครั้งนี้เหมือนกับสงครามกลางเมืองกลาย ๆ ไปแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ไม่ถึงขนาดนั้น เราก็รู้ความเกี่ยวพัน ไปดูที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่เก็บข้อมูลไว้ดี แต่ถ้าเราทำเราก็คงจะทำทั้งระบบ เมื่อถามว่าเป็นฝีมือของชาวต่างชาติหรือไม่ที่ทำครั้งนี้ นายกฯ กล่าวว่า ไม่ใช่ ไม่มีการโยงใยกับชาวต่างชาติ แต่เป็นคนไทย เรารู้ว่าเป็นลูกของคนที่ถูกออกหมายจับ

"เหตุระเบิดครั้งนี้ก็ไม่ใช่คาร์บอมบ์ เขา ไม่ได้เรียกว่าคาร์บอมบ์ แต่เป็นเรื่องของการเอารถไปจอดไว้ และเอาระเบิดใส่ไว้ในรถ แต่ความร้ายแรงของระเบิดที่เกิดขึ้นเพราะจุดที่อยู่มีหม้อแปลงไฟฟ้าและร้านแก๊สอยู่ข้าง ๆ ซึ่งระเบิดไปโดนหม้อแปลงไฟฟ้าข้างบน แต่ตัวระเบิดเองก็ธรรมดา เราคาดการณ์อยู่แล้วว่าสิ่งเหล่านี้ยังมีอยู่ เพียงแต่เจ้าหน้าที่ยังไม่กล้าทำงานเชิงรุก ซึ่งการลงไปในพื้นที่เที่ยวนี้ ตนก็ได้เน้นย้ำอีกครั้งว่าจะให้เวลา 1 เดือนในการปรับแผนการทำงานทั้งหมด ส่วนแผนที่ปรับใหม่เป็นอย่างไรนั้น ไม่ขอบอก ซึ่งไม่ใช่ทำในลักษณะกำปั้นเหล็ก แต่จะเป็นวิธีการทำงานในเชิงสืบสวนสอบสวนเชิงรุกให้มากขึ้น 1 เดือนคิดว่าจะดีขึ้น หลังจากปรับแผนการทำงานแล้ว

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวอีกว่า วันนี้การข่าวเราถือว่าเข้มแข็งขึ้น เพราะฝ่ายข่าวทุ่มเทเต็มที่ เราได้จ่ายค่าใช้จ่ายในทางข่าวไปมาก ซึ่งเขาได้แจ้งตนมาก่อนแล้วว่าช่วงนี้อาจมีระเบิดอีกหลายที่ แต่จะเป็นระเบิดที่ไม่ร้ายแรงอะไร ซึ่งเมื่อวันที่ 17 ก.พ.2548 เขาก็ทำภาพจำลองให้ตนดู ซึ่งระเบิดที่เหลืออยู่ก็ไม่ถึงกับเยอะ แต่ยังหลงเหลืออยู่ เพราะเรานับดูที่ใช้ไปคิดว่ายังมีอยู่อีก อย่างไรก็ตามคิดว่าสถานการณ์คงไม่รุนแรง และเลวร้ายไปกว่านี้ แต่จะเป็นลักษณะนี้เท่านั้น ต่อไปเราจะพยายามดูในเมืองให้มากขึ้น เมื่อถามว่าจะเตือนประชาชนอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า วันนี้ส่วนใหญ่เราต้องระวังในเมืองมากขึ้น แต่ในอำเภอรอบนอกความเสียหายคงนิด ๆ หน่อย ๆ เท่านั้น

เมื่อถามว่า สาเหตุหลักของการก่อเหตุระเบิดเมื่อคืนเป็นเพราะอะไร พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า เขาต้องการให้เราหยุดตามจับเขา ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ คนพวกนี้ไม่ยอมมามอบตัวกับทางการอยู่แล้ว และเขายังประกาศพื้นที่ของเขาเองด้วยซ้ำว่าพื้นที่นี้เขาเอาชัยชนะได้แล้ว คนทั้งหมู่บ้านไม่กล้าเคลื่อนไหวและเป็นของเขาแล้ว ซึ่งเขาเรียกพื้นที่ที่เขาประกาศว่ายึดครองได้ว่าพื้นที่สีดำ ส่วนพื้นที่สีแดงที่เราประกาศก็มาจากข้อมูลที่เขาประกาศเช่นกัน แต่คนที่ไม่รู้ก็เอาไปพูดมาก

ผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้นำศาสนาระบุว่าการที่ผู้นำประเทศไปพูดอย่างนี้ถือเป็นการเติมเชื้อให้แรงยิ่งขึ้น นายกฯ กล่าวว่า "ผมไม่ฟัง ผมรู้ปัญหาอยู่แล้ว เราเข้าไปเรารู้ปัญหาลึก คนที่อยู่ในพื้นที่น่าจะช่วยเรามากกว่านี้ ถ้าอยากให้เหตุ การณ์ยุติต้องช่วยเรามากกว่านี้ แต่วันนี้กลับนั่งเงียบคอยวิจารณ์อย่างเดียว เหมือนเดิมทุกอย่าง ถ้าอยากให้ยุติต้องช่วยกัน"


ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุการณ์รุนแรงเมื่อคืนมาจากผลพวงที่ได้ไปประกาศแบ่งพื้นที่ให้งบประมาณเป็นสีแดง สีเหลือง และสีเขียวหรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า คนละเรื่อง เหตุการณ์แบบนี้ไม่ใช่จะวางแผนได้ภายใน 5 หรือ 10 ชั่วโมงเมื่อไหร่ พวกนี้กว่ามันจะขโมยรถ มันคิดไว้ก่อนแล้ว

เมื่อถามว่าแสดงว่าไม่ยกเลิกนโยบายจัดสรรงบให้ตามพื้นที่เป็นสี ๆ ใช่หรือไม่ พ.ต.ท. ทักษิณ กล่าวว่า "เอาน่า ไอ้คนพูดมันพูดทั้งวัน พูดโดยไม่มีข้อมูลเลย เอาไมโครโฟนจ่อปากเมื่อไหร่ก็พูดได้เมื่อนั้น พูดได้หมด แต่สำหรับผม ผมรู้ เพราะอยู่กับข้อมูลและเหตุผล ผมนั่งดูข่าว กรองรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ผมก็ใช้ความพยายามของผมอยู่ คนที่พูดช่วยลงไปดูหน่อย ลงไปอยู่ภาคใต้ ไปช่วยผมหน่อย ผมจะประกันชีวิตให้ ผมถามว่าครอบครัวที่ถูกฆ่าเขาจะรู้สึกอย่างไร ขนาดผู้หญิงยังต้องหัดยิงปืน ทุกคนพร้อมจะปกป้องแผ่นดินไทย เพราะวันนี้เหตุการณ์มันแรง กว่าที่หลายคนออกมาพูด วันนี้มันจะแบ่งแยกดินแดนท่าเดียว"


นายกฯ กล่าวอีกว่า สำหรับขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่ตอนนี้ถือว่าดี โดยเฉพาะทหารเข้มแข็งมาก มีการประสานงานกันดีทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง เพียงแต่ต้องปรับแผนนิดหน่อย และตนก็ต้องคอยติดตามให้เข้ารูปเข้ารอยภายใน 1 เดือน โดยจะเดินทาง ไป ๆ มา ๆ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แน่นอน เพราะเขาทำที่พัก ที่ทำงานให้ตนเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ในเดือน เม.ย.นี้ ก็จะแต่งตั้งแม่ทัพภาคที่ 4 ตัวจริงลงไปทำงาน ตอนนี้พื้นที่สีแดงถือว่ามากพอใช้ได้ แต่ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของทั้ง 3 จังหวัด เมื่อถามว่าจำเป็นต้องประกาศเคอร์ฟิว หรือไม่หากสถานการณ์ยังรุนแรงมากขึ้น นายกฯ กล่าวว่า ไม่ต้องห่วง ตนเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด ตนคำนึงถึงคนบริสุทธิ์ คนดีส่วนใหญ่ เพราะมีคนส่วนน้อยที่ทำให้เกิดความหวาดผวา ความกลัว

"เลือกตั้งคราวที่แล้วชัดเจน มีการเดินเคาะประตู แจกซีดี กดดัน ขู่ทุกอย่างพร้อมหมดโดยไอ้คนพวกนี้ และยังมีคน 2 สัญชาติไปร่วมโหวตด้วย ผมถึงได้โกรธว่าทำไมระบบสมาร์ทการ์ดมันถึงช้ามาก ซึ่งคงติดที่เจ้าหน้าที่อาจจะไม่รู้จริง คุยกันน้อยเลยทำให้เสียเวลา แต่ภายใน 2 อาทิตย์นี้คงยุติ และเราจะเริ่มเดินหน้า เมื่อเดินหน้าแล้วก็ไม่ต้องห่วง และอีกไม่กี่วันผมจะออกทีวีพูลให้ประชาชนทั้งประเทศรู้ เพราะคนไทยเป็นเจ้าของประเทศด้วยกัน ฉายให้ดูเลยว่าเรื่องเป็นอย่างไร จะได้รู้ ไม่เช่นนั้นคนพูดก็พูดจัง ตอนนี้กำลังรวบรวมและตัดต่ออยู่ เป็นเรื่องราวทั้งหมดของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้ทุกคนเห็นกันเลย" นายกฯ กล่าว เมื่อถามว่าเป็นการแฉถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดกับเหตุการณ์ความไม่สงบใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ใช่ จะให้รู้เลยว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไร


นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการออกจากพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก่อนกำหนดว่า ไม่ได้เป็นการทิ้งภารกิจกลางคัน เพื่อไปหาเสียงที่ จ.อุบลราชธานี เมื่อเย็นวันที่ 17 ก.พ.2548 เพราะความจริงตนเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว ซึ่งกำหนดการวันที่ 18 ก.พ. ตนต้องไปเยี่ยม กอ. สสส. แต่ตนเคยไปมาแล้วครั้งหนึ่ง คราวนี้ก็ไม่มีอะไรแล้ว ผอ.กก.สสส.นั่งกับตนก็เล่าให้ฟังหมด จึงถือว่าภารกิจของตนหมดแล้ว เลยบินออกจากพื้นที่ก่อนกำหนด


รายงานล่าสุดแจ้งว่า เจ้าหน้าที่จับกุมผู้ต้องสงสัยเป็นมือระเบิดได้เพิ่มอีก 1 คน โดยเมื่อเวลา 19.50 น. วันที่ 18 ก.พ. 2548 พ.ต.อ.ไพศาล ไชยบุตร ผกก.สภ.อ.สุคิริน จ.นราธิวาส พ.ท.สุขสรรค์ หนองบัวล่าง ผบ.พัน ร้อย ร.ฉก. 201 และ ร.ต.อ.ปรีชา กิ่มเกลี้ยง รอง สว. นปพ.หัวหน้าชุดเก็บกู้ระเบิด "เหยี่ยวดง" ของ นปพ.นราธิวาส นำกำลังตำรวจและทหาร 30 นาย จู่โจมเข้าตรวจค้นบ้านนายบือราเฮง แวมามะ อายุ 36 ปี เลขที่ 124 หมู่ 5 บ้านน้ำตก ต.สุคิริน ซึ่งสืบทราบว่าเป็นแหล่งซ่องสุมของกลุ่มผู้ไม่หวังดี ผลการตรวจค้นพบอุปกรณ์ผลิตระเบิด ประกอบด้วยปุ๋ยยูเรีย 4 กระสอบ น้ำหนัก 200 กก. ดินระเบิดอีมันชั่นเพาเวอร์เจลที่ยังไม่ใช้ 4 แท่ง และที่นำไปใช้แล้ว 1 แท่ง เชื้อปะทุ สายไฟฟ้า โซ่รถจักรยานยนต์ เหล็กเส้น และหน้ากากโทรศัพท์มือถือจำนวนหนึ่ง จึงคุมตัวนายบือราเฮง พร้อมของกลางไปสอบสวนขยายผล


จากการสอบสวนทราบว่า นายบือราเฮง เป็นอดีตเป็นสมาชิกโจรจีนคอมมิวนิสต์ (จคม.) ที่เคลื่อนไหวในพื้นที่ อ.สุคิริน และ อ.จะแนะ มีความชำนาญในการประกอบระเบิดทุกชนิด และได้เข้ามอบตัวกับทางราชการเพื่อร่วมพัฒนาชาติไทย ต่อมาได้มีแกนนำ ขจก.กลุ่มเบอร์ซาตู ชักชวนให้เข้าร่วมเป็นสมาชิก โดยให้ทำหน้าที่ประกอบระเบิด ได้รับค่าจ้างลูกละ 10,000 บาท เพื่อให้สมาชิกแนวร่วมที่กระจายอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นำไปลอบก่อวินาศกรรมตามสถานที่ต่างๆ ที่เป็นเป้าหมาย คาดว่านายบือราเฮงอาจจะมีส่วนรู้เห็นในการลอบวางระเบิด "คาร์บอมบ์" ข้างโรงแรมมารีน่า ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก จึงส่งตัวให้กองทัพภาค 4 ส่วนหน้า จ.ปัตตานี สอบสวน
รายงานข่าวแจ้งว่า จากการสอบปากคำนายบือราเฮงครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้เบาะแสว่า มีจุดลักลอบผลิตวัตถุระเบิดของกลุ่มผู้ไม่หวังดีในพื้นที่ อ.แว้ง จ. นราธิวาส อีก 1 แห่ง โดยมีสมาชิกแนวร่วมซึ่งเป็นผู้หญิงทำหน้าเป็นสายคอยติดตามความเคลื่อนไหว ของเจ้าหน้าที่เพื่อแจ้งให้ขบวนการลอบผลิตระเบิดได้ทราบ ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ได้ส่งสายไปสืบหาข่าวหากพบเบาะแสก็จะเข้าตรวจค้นจับกุมทันที


สำหรับความคืบหน้าการวางคาร์บอมบ์ ที่หน้าโรงแรมมารีน่า อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส นั้น พ.ต.อ.สุรศักดิ์ รมยานนท์ ผกก. สภ.อ.สุไหง โก-ลก เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้ตัวนายบือราเฮง แวมามะ ซึ่งเชื่อว่ามีส่วนร่วมในการประกอบระเบิดมาทำการสอบสวน มีการซัดทอดพี่ชายชื่อนายอับดุลฮาเล็ม แวมามะ และผู้ที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมดว่ามีใครบ้าง ขณะนี้มีความคืบหน้าพอสมควร ว่าผู้ที่ขับรถยนต์นิสสัน เอ็นวี มาจองที่จอดคาร์บอมบ์เป็นใคร และคนขับรถคาร์บอมบ์เป็นใคร แต่เมื่อมีการส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ พบว่าทั้งหมดได้หลบหนีไป ไม่ได้อยู่ในพื้นที่แล้ว


ส่วนผู้ที่เสียชีวิตจากเหตุคาร์บอมบ์อีก 3 คน ซึ่งไม่มีหลักฐานว่าเป็นใคร ขณะนี้ทราบชื่อแล้ว 1 ราย ชื่อนายมะหะหมัด มะลุด อายุ 49 ปี อยู่บ้านเลขที่ 45 ถนนนาเกลือ อ.เมือง จ.ปัตตานี ส่วนอีก 2 ศพยังไม่ทราบชื่อ สำหรับ ผู้บาดเจ็บขณะนี้ยังนอนรักษาตัวอยู่ที่ รพ.สุไหง โก-ลก อีก 20 คน ซึ่งพ้นขีดอันตรายแล้ว
ส่วนเหตุร้ายรายวันยังมีเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยมีรายงานว่า เมื่อเวลา 02.40 น. วันเดียวกัน ได้มีคนร้ายไม่ทราบจำนวนใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดยิงกราดเข้าใส่สถานีตำรวจยุทธศาสตร์ ต.เกียร์ อ.สุคิริน ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนสายเกียร์ หมู่ 3 บ้าน กม.4 ต.เกียร์ แต่กระสุนไม่ถูกใคร ก่อนจะหลบหนีเข้าป่าไป คาดเป็นการสร้างสถานการณ์ก่อความไม่สงบ


พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวที่ จ.ภูเก็ตเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2548 ว่า ที่ผ่านมามีการลักลอบนำระเบิดเข้ามา ทราบว่า นำเข้ามาเท่าไหร่และใช้ไปเท่าไหร่ แต่บอกไม่ได้ว่านำมาจากที่ใด เพราะไม่อยากให้เกิดประเด็นความขัดแย้ง ส่วนการลอบวางระเบิดที่โรงแรมมารีน่า อ.สุไหงโก-ลก สามารถจับคนร้ายได้ และพบระเบิดพาวเวอร์เจล แต่ขอเก็บเป็นความลับก่อน ขณะนี้ กำลังสอบสวนและรู้แล้วว่าใครอยู่เบื้องหลัง ซึ่งมีการทำเป็นเครือข่ายใหญ่ เท่าที่พบยังมีระเบิดเหลืออยู่ในมือคนร้ายจำนวนเล็กน้อย เชื่อว่าคงไม่เกิดเหตุรุนแรงขึ้นอีก
ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นเพราะนโยบายแบ่งโซนหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า "ไอ้พวกที่มันอยากพูดก็พูดไป มันไม่รู้เรื่องอะไรเลย การแบ่งโซนหมู่บ้านเพิ่งทำ แต่การวางระเบิดมีการวางแผนล่วงหน้า ถ้าว่างๆ อยากให้ไอ้พวกที่พูดมาก ลองไปนั่งอยู่แถวนั้นสักหน่อย แล้วจะทำประกันชีวิตให้ด้วย"


ผู้สื่อข่าวรายงานจากการที่กองทัพภาค ที่ 4 ส่วนหน้า ได้นำตัวนายบือราเฮง แวมามะ ผู้ต้องสงสัยว่ามีส่วนร่วมในการทำคาร์บอมบ์ไปสอบขยายผลที่กองทัพภาคที่ 4 ส่วนหน้า โดยนายบือราเฮง ได้ให้การปฏิเสธว่าตนไม่มีส่วนร่วมในการทำคาร์บอมบ์ แต่ของกลางจำพวกวัตถุระเบิด ชิ้นส่วนโทรศัพท์มือถือที่พบในบ้านจำนวนมากนั้น เป็นของนายอับดุลฮาเล็ม แวมามะพี่ชาย ซึ่งเป็นอดีตโจรจีนคอมมิวนิสต์มลายา (จคม.) กรมพิเศษ และพรรคพวก มีส่วนในการประกอบระเบิดให้กับขบวนการแบ่งแยกดินแดน โดยเป็นมือรับจ้างทำโมบายบอมบ์ให้กับผู้ต้องการโดยคิดค่าจ้างลูกละ 10,000 บาท นอกจากนั้นยังมีอดีต จคม. ใน อ.แว้ง และ อ.สุคิริน เป็นมือรับจ้างประกอบระเบิดอีกหลายคน รวมไปถึงการรับจ้างวางระเบิดด้วย ส่วนผู้ที่ขับรถนิสสันเอ็นวี สีเขียว ไปจองที่จอดให้กับคาร์บอมบ์นั้นเป็นอดีตสมาชิก จคม. ที่เป็นผู้หญิง ซึ่งอยู่ในพื้นที่หมู่ 5 บ้านน้ำตก อ.สุคิริน เช่นกัน แต่ขณะนี้ได้หลบหนีไปแล้ว


สำหรับนายอับดุลฮาเล็ม แวมามะ ที่ถูกน้องชายแท้ ๆ ซัดทอดว่าเป็นผู้ประกอบคาร์บอมบ์ในครั้งนี้ มีอายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 24 หมู่ 5 บ้านน้ำตก อ.สุคิริน จ.นราธิวาส เป็นอดีต จคม. ลูกแถว สังกัดกรม 12 พิเศษ ที่มีนายราซิด ไมดิน เป็น ผบ.กรม หลังเข้ามอบตัวเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย เมื่อ 15 ปี ที่ผ่านมา หลายคนเป็นคนไทยเชื้อสายจีนและคนมาเลเซียเชื้อสายจีน ต่างแยกย้ายไปประกอบอาชีพทำสวน บางคนเป็นหมอเถื่อนรับฝังเข็ม เป็นไกด์นำเที่ยว รวมทั้งประกอบธุรกิจการค้า ขณะที่อีกหลายคนเป็นชาวมุสลิม ไม่มีอาชีพที่แน่นอน จึงถูกชักชวนเข้าเป็นสมาชิกขบวนการแบ่งแยกดินแดน กลุ่มพูโล และบีอาร์เอ็น รับหน้าที่ฝึกอาวุธ การสู้รบในป่า และที่สำคัญคือการประกอบระเบิดแสวงเครื่อง

มีรายงานเพิ่มเติมว่า ในอดีต จคม. เป็นขบวนการก่อการร้ายกลุ่มเดียวที่มีความชำนาญในการใช้ปุ๋ยยูเรียมาทำระเบิด ในขณะที่ ขจก. จะไม่มีความชำนาญเรื่องระเบิดที่ใช้ปุ๋ยเป็นส่วนผสม โดยระเบิดที่ใช้ปุ๋ยยูเรียเป็นส่วนผสมเพื่อเพิ่มอานุภาพความรุนแรงนี้ เพิ่งถูกนำมาก่อวินาศกรรมในพื้นที่ภาคใต้ประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นจึงเชื่อได้ว่า ขบวนการแบ่งแยกดินแดนได้รับความร่วมมือ หรือว่าจ้าง สมาชิก จคม. เป็นผู้ประกอบระเบิดให้ รวมทั้งฝึกสอน การต่อสู้แบบกองโจรที่มีประสิทธิภาพ


เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพ เปิดเผยว่า หากขบวนการแบ่งแยกดินแดนสามารถดึง อดีต จคม. บางส่วนเข้ามาร่วมขบวนการก่อความไม่สงบจริง จะเป็นปัญหาใหญ่ของฝ่ายปราบปราม เนื่องจาก จคม. มีความชำนาญในการประกอบระเบิด และการสู้รบแบบกองโจร รวมทั้งยุทธวิธีอื่น ๆ ซึ่ง ขจก. ส่วนใหญ่ยังเป็นหนุ่มน้อยที่มีแต่ความห้าวหาญ แต่ไม่มีขีดความสามารถอะไร และที่น่าเป็นห่วงคือ หลังการมอบตัวของ จคม. มีอาวุธสงครามจำนวนมาก ยังถูกซ่อนเอาไว้ไม่ได้นำมามอบให้ทางกองทัพ เนื่องจากไม่มั่นใจในความปลอดภัย หากกองทัพไม่ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญา ก็พร้อมที่จะกลับเข้าป่าอีกครั้ง


ล่าสุดมีรายงานว่าทางกองทัพกำลังเจรจากับอดีตผู้นำ จคม. ทั้งสายจีนเบตง และสายมุสลิม ซึ่งเป็นลูกน้องนายราซิด ไมดิน อดีต ผบ. กรม 12 พิเศษ ที่ขณะนี้อาศัยอยู่ใน อ.ยะหา จ.ยะลา เพื่อให้เกลี้ยกล่อมลูกน้องเก่าให้ออก จากขบวนการแบ่งแยกดินแดนเสีย
ในขณะที่หน่วยข่าวกรอง ยังคงแจ้งเตือนหน่วยงานต่าง ๆ ให้ระวังคาร์บอมบ์ จำนวน 3 คัน และโมบายบอมบ์อีก 20 ลูก ซึ่งมีการประกอบไว้แล้ว แต่ยังตรวจสอบไม่ได้ว่า ถูกซุกซ่อนอยู่ที่ไหน โดยทราบเพียงว่า มีเป้าหมายใน อ.ตากใบ อ.เมือง และ ระแงะ จ.นราธิวาส รวมทั้ง อ.เมืองปัตตานี อ.เมืองยะลา จึงให้มีการระวังป้องกัน รวมทั้งการหาข่าว จากสายข่าวในพื้นที่เพื่อหวังค้นหาให้พบก่อนที่จะถูกนำไปก่อเหตุ ซึ่ง พล.อ.สิริชัย ธัญญสิริ ผอ.กอ.สสส.จชต. ได้สั่งการให้ ฉก.ทุกชุดของกองทัพภาคที่ 4 ส่วนหน้า ฉก.นย. และกำลัง ตชด.อีก 4 กองบังคับการ ซึ่งรับผิดชอบในพื้นที่ 3 จังหวัด และ 4 อำเภอ ใน จ.สงขลา ป้องกันการก่อ วินาศกรรมอย่างเต็มที่

ด้าน พล.อ.สิริชัย ธัญญสิริ ผอ.กอ.สสส.จชต.กล่าวที่ศูนย์อำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ถึงกรณีคนร้ายลอบวางระเบิดใกล้โรงแรมมาริน่า ว่าได้รับข่าวมาหลายครั้ง และได้พยายามสกัดกั้นเฝ้าตรวจตรา แต่ก็ยังเกิดขึ้นจนได้ จะถือว่าเป็นบทเรียนที่จะไม่ให้มีการเกิดขึ้นซ้ำสองโดยจะเข้มงวดในการตรวจตรามากขึ้น สำหรับในเรื่องการป้องกันสถานที่ต่างๆ ขณะนี้ทหารมีความพร้อมทุกด้าน ในเรื่องของการรักษาความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะงานสมโภช เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวที่ จ.ปัตตานี และ จ.ยะลา ขณะนี้มีมาตรการดูแลกันอยู่แล้ว และเจ้าหน้าที่ได้ทุ่มเทในการทำงานกันทุกฝ่าย


สำหรับความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับ นายแวยูโซ๊ะ แวดือราแม อายุ 43 ปี อดีตครู และหัวหน้าฝ่ายปกครอง โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ นายแวยูโซ๊ะ แวดือราแม อายุ 43 ปี นายมูฮาหมัดฮานาฟี ดอเลาะ อายุ 41 ปี ครูสอนศาสนานายอาหะมะ บูละ อายุ 52 ปี ผู้ช่วยครูใหญ่ และนายอับดุลรอเซะ ยีดอเลาะ อายุ 42 ปี ครูสอนศาสนาโรงเรียนเดียวกัน ผู้ต้องหาชุดแรก ซึ่งเป็นกลุ่ม ขบวนการแบ่งแยกดินแดน และแกนนำสำคัญ ในกรณีสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ ที่ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ทำการจับกุม เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2547 นั้น

ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ พ.ต.ท.เบญจพล จันทวรรณ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ 7 กรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ เจ้าของคดี ได้เตรียมสรุปสำนวนคดีดังกล่าวส่งให้อัยการฝ่ายคดีพิเศษในสัปดาห์หน้า เพื่อให้อัยการตรวจสำนวนพิจารณาใช้ดุลพินิจสั่งคดีต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ขณะนี้ถูกควบควบคุมตัวอยู่ที่สำนักควบคุมพิเศษ สำนักงานตำรวจสันติบาล และอยู่ในระหว่างชั้นขออนุญาตศาลฝากขังครั้งที่ 5 และจะครบกำหนดฝากขังครั้งที่7ในวันที่10มีนาคม2548

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนหน้านี้ เวลา 00.30 น.วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2548 พ.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผบ.ฉก.32 พ.ต.อ.สมหมาย พุทธกูร ผกก.สภ.อ.ตากใบ จ.นราธิวาส นำกำลังทหาร และตำรวจเข้าตรวจค้นโกดังมานะ 1 ซึ่งเป็นโกดังเก็บข้าวสารร้าง ตั้งอยู่ริมพรมแดน ไทย-มาเลเซีย บ้านตาเซ๊ะ หมู่ 2 ต.นานาค อ.ตากใบ พบนายรอกาเมล มาสากี อายุ 31 ปี นายนาปี สาระสีนา อายุ 32 ปี นายนิโซ๊ะ มือลี อายุ 28 ปี นายเจ๊ะอุสมาน โซ๊ะรี อายุ 35 ปี และนายเจ๊ะรอซัน สาตาเต๊าะ อายุ 38 ปี ทั้ง 5 คนเป็นชาวบ้าน หมู่ 2 ต.นานาค กำลังมั่วสุมกันเสพเฮโรอีนอยู่ ตรวจค้นในโกดังพบยาเสพติดประเภทเฮโรอีนอีกจำนวนหนึ่ง เงินสด 33,823 บาท กระสุนปืน .22 จำนวน 1 นัด พร้อมอุปกรณ์วงจรอิเล็กทอรนิกส์ จึงคุมตัวส่ง ร.ต.อ.อดิศร ยั่งยืน ร้อยเวร สภ.อ. ตากใบ สอบสวนขยายผลถึงคดีความมั่นคงด้วยเพราะวงจรอิเล็กทรอนิกส์เป็นอุปกรณ์ประกอบระเบิดแสวงเครื่องได้

ขณะที่ พ.อ.ทรงวิทย์ กำลังปิดล้อมเพื่อตรวจค้นโกดังอยู่นั้น มีชาย 5 คน คือนายมาซูฮา มะและ อา ยุ 34 ปี นายรอสือดี มาสากี อายุ 19 ปี นายมามะ มะลี อายุ 26 ปี นายเจ๊ะมาดี ดอเลาะยีเม๊าะ อายุ 27 ปี และนายดุล ยา อาแวเต๊าะ อายุ 18 ปี ชาวบ้านหมู่ 3 ต.นานาค ขับรถจักรยานยนต์สวนมา เจ้าหน้าที่จึงคุมตัวชายทั้ง 5 พร้อมกับยึดรถจักรยานยนต์ 5 คัน ส่ง สภ.อ.ตากใบ เพื่อทำประวัติ และตรวจสอบรถจักรยานยนต์ว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุ ร้ายที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยหรือไม่ โดยนายมาซูฮา แจ้งว่ากลับจากรับจ้างขนข้าวสารข้ามพรมแดนไทย เพื่อนำไปขายในมาเลเซีย

เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2548 มีคนร้าย 2 คน ขับรถจักรยานยนต์ เข้ามาลอบวางเพลิงศาลาที่พักผู้โดยสาร ริมถนนจารุเสถียร หมู่ที่ 9 ต.มะรือโบ อ.เจาะไอร้อง นอกจากนี้ยังเผาถังขยะ และตู้โทรศัพท์สาธารณะที่หมู่ที่1ต.จวบอ.เจาะไอร้องจ.นราธิวาส

ต่อมาเวลา 19.10 น. วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2548 นายการียา บอเราะ 29 ปี ชาวบ้าน หมู่ 8 ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ถูกคนร้ายไม่ทราบจำนวน บุกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส นำตัวส่งโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ นอกจากนี้ พล.ต.ต.กมล โพธิยศ ผบก.จ.นราธิวาส มีคำสั่งให้ตำรวจประจำ สภ.อ.13 แห่งในจังหวัด ตรวจสอบว่ามีพื้นที่ใดที่มีเหตุการณ์คนร้ายเผาสถานที่ราชการและทำลายทรัพย์สินราชการบ้างหรือไม่

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์2548 ว่าบรรดานักวิเคราะห์เหตุการณ์ก่อการร้ายในภูมิภาคต่างแสดงความกังวลต่อแนวนโยบายในการรับมือกับเหตุการณ์ก่อการร้ายของรัฐบาลไทยและฟิลิปปินส์ว่า อาจจะส่งผลให้ขบวนการก่อการร้ายอันดับ 1 ของโลกอย่างอัลเคด้า มีนายโอซามา บิน ลาเดน เป็นผู้นำ รวมถึงกลุ่มก่อการร้ายระดับนานาชาติอื่นๆ เข้ามายุ่งเกี่ยวและปฏิบัติการในภูมิภาคนี้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ หลังจากนางกลอเรีย มาคาปากัล อาร์โรโย ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ประกาศจะจัดการขั้นเด็ดขาดกับกลุ่มก่อการร้ายอาบู ไซยัฟ ทางตอนใต้ของประเทศที่ออกมาอ้างความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์วางระเบิดเมื่อวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมาที่เป็นเหตุให้มีชาวฟิลิปปินส์เสียชีวิตมากถึง 10 คน และทาง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย แถลงมาตรการแบ่งโซนพื้นที่ใน 3 จังหวัดภาคใต้เพื่อตัดงบประมาณสนับสนุนต่อหมู่บ้านที่ไม่ให้ความร่วมมือกับทางการ

นายโรเบิร์ต บรอดฟูต นักวิเคราะห์ของบริษัทที่ปรึกษาความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและการเมือง(เพิร์ค) แห่งฮ่องกง แสดงความเชื่อมั่นว่าการเข้ามาเกี่ยวข้องของกลุ่มก่อการร้ายต่างชาติโดยเฉพาะในประเทศไทยนั้นเป็นความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ในขณะที่นายโรหัน กุนรัตนะ ผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อการร้ายของสถาบันศึกษาด้านยุทธศาสตร์และกลาโหมแห่งสิงคโปร์(ไอดีเอส) ระบุว่า อัลเคด้ามีตัวแทนถาวรของตนในกลุ่มมุสลิมทางภาคใต้ของฟิลิปปินส์แล้ว ในขณะที่เริ่มหันมาให้ความสนใจและเน้นให้ความสำคัญกับประเด็นของไทยมากขึ้นตามลำดับในเว็บไซต์อาหรับที่มีประวัติให้การสนับสนุนอัลเคด้ามาโดยตลอด

นายบรอดฟูตระบุว่า ความคับข้องใจที่เกิดขึ้นทางภาคใต้ของไทยเป็นเรื่องภายในท้องถิ่น แต่ขบวนการก่อการร้ายอย่างอัลเคด้า หรือกลุ่มก่อการร้ายระหว่างประเทศอื่นๆ สามารถฉกฉวยใช้สถานการณ์ดังกล่าวมาเป็นประโยชน์ของตัวเองได้อย่างที่ได้เห็นกันมาแล้วในฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย

นายกุนรัตนะกล่าวว่า มาตรการของทางการไทยมีแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงมากยิ่งขึ้น เนื่องจากแม้แต่ในตอนนี้บรรดาชาวมุสลิมต่างรู้สึกอยู่แล้วว่าพวกตนถูกเอารัดเอาเปรียบทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ การทำให้คนมุสลิมต้องทนทุกข์ทรมานเพิ่มมากขึ้นอาจทำให้ภาคใต้ของไทยกลายเป็นพื้นที่ที่บรรดากองกำลังของขบวนการอัลเคด้าเข้ามาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

"เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2548 ที่ผ่านมา เราเห็นเว็บไซต์อาหรับแห่งหนึ่งนำเอาภาพเหตุการณ์ตากใบมาเผยแพร่เป็นครั้งแรก และเรากำลังพบว่ามีเว็บไซต์อาหรับนิยมอัลเคด้าอีกหลายเว็บไซต์กำลังเน้นให้ความสำคัญประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวกับไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น หากพิจารณาในแง่ของยุทธศาสตร์ระยะยาวและในแง่ของผลประโยชน์ของประเทศแล้ว ไทยควรแก้ปัญหาภาคใต้ให้จบลงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้" นายกุนรัตนะระบุ พร้อมกับย้ำว่า การปล่อยให้ความขัดแย้งทางภาคใต้ของไทยยืดเยื้อยาวนานต่อไป มีแต่จะทำให้กลุ่มก่อการร้ายทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกอย่างอัลเคด้าเข้ามายุ่งเกี่ยวมากยิ่งขึ้นเท่านั้น


ผู้เชี่ยวชาญการก่อการร้ายของสิงคโปร์ระบุด้วยว่า แทนที่จะมาตั้งแง่แสดงท่าทีเป็นปรปักษ์กับเพื่อนบ้านมุสลิม อย่างเช่นการกล่าวหาว่ามาเลเซียปล่อยให้กลุ่มแบ่งแยกดินแดนเข้ามาลี้ภัยกระทั่งเปิดค่ายฝึกในมาเลเซีย ซึ่งทำให้รัฐบาลกัวลาลัมเปอร์ตอบโต้อย่างดุเดือด ทางการไทยควรหันมาแสวงหาความสัมพันธ์ระดับพิเศษกับเพื่อนบ้านเหล่านี้ สร้างฐานข้อมูลร่วมเกี่ยวกับกองกำลังติดอาวุธ สร้างระบบฝึกอบรมและปฏิบัติการร่วมระหว่างเจ้าหน้าที่ของทั้ง 2 ประเทศเพื่อแบ่งปันประสบการณ์และทรัพยากรที่มีร่วมกัน

นายกุนรัตนะเปิดเผยด้วยว่า จากข้อมูลของตนพบว่ามีกองกำลังในระดับหัวหน้าผู้ปฏิบัติการ และผู้นำทางจิตวิญญาณของกองกำลังติดอาวุธเพื่อแบ่งแยกดินแดนทางใต้ของไทยเดินทางผ่านเข้าออกบริเวณชายแดนไทย-มาเลเซีย แต่ไม่พบว่ามีรัฐบาลมาเลเซียให้การสนับสนุนผู้คนเหล่านั้นแต่อย่างใด เช่นเดียวกับที่บรอดฟูตระบุอย่างเชื่อมั่นว่า อย่างน้อยที่สุดมาเลเซียก็อยากให้ปัญหาทางภาคใต้ของไทยจบลงโดยเร็วเหมือนกันเพราะเป็นประโยชน์ต่อมาเลเซียเหมือนๆ กับไทย

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า นางเจ๊ะแมะ สาเมาะ อายุ 58 ปี มารดาของนายบือราเฮง และนายอับดุลฮาเล็ม สองผู้ต้องสงสัยลอบวางระเบิดโรงแรมมารีน่า ได้เล่ารายละเอียดที่เป็นประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างมาก โดยยอมรับว่าลูกชายทั้งสองซ่องสุมทำระเบิดจริง แต่ในฐานะแม่ก็เตือนลูกไม่ได้มากนัก

ส่วนนายบือราเฮงให้การซัดทอดพี่ชายว่า เป็นผู้กระทำเพียงคนเดียว ตัวเองไม่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่เชื่อคำให้การของนางเจ๊ะแมะมากกว่า จึงแจ้งข้อหากับนายบือราเฮง และออกหมายจับนายดุลฮาเล็ม

รายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม(ดีเอสไอ) แจ้งว่า นายบือราเฮงและนายดุลฮาเล็ม มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดที่โรงแรมมารีน่าอย่างแน่นอน เนื่องจากการสืบสวนสอบสวนมีพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงกัน

พล.อ.กิตติ รัตนฉายา อดีตแม่ทัพภาคที่4 และที่ปรึกษาด้านความมั่นคงนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับการควบคุมผู้ต้องสงสัยพัวพันเหตุการณ์วางระเบิดโรงแรมมารีนา โดยผู้อยู่เบื้องหลัง รวมถึงมือผลิตระเบิดเป็น จคม.เก่า ซึ่งในอดีตเคยมอบตัวและร่วมเป็นผู้พัฒนาชาติไทย นั้นมีความเป็นไปได้ที่จะตัดสินใจกลับเข้าร่วมกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ เพื่อก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากปัจจัยสำคัญคือเรื่องคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ เพราะพื้นที่ชายแดนภาคใต้ปฏิเสธไม่ได้ว่า มีความล้าหลัง และได้รับการพัฒนาล่าช้ากว่าพื้นที่อื่นๆค่อนข้างมาก
"เมื่อมีปัญหาในเรื่องความเป็นเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิต จึงมีความเป็นไปได้สูง ที่ผู้ที่เคยเข้าร่วมพัฒนาชาติไทย จะหันหลังกลับไปให้ความร่วมมือกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบที่เคลื่อนไหวในพื้นที่ เพราะต้องการเงิน ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงค์ชีวิต"


อดีตแม่ทัพภาคที่4 กล่าวว่า โอกาสที่ จคม. จะกลับไปร่วมมือและก่อความไม่สงบนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการดุแลที่ไม่ทั่วถึง ในเรื่องขั้นของความต้องการด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน จึงเกิดช่องว่าง และเปิดโอกาสให้ เครือข่ายผู้ก่อความไม่สงบ หรือฝ่ายตรงข้ามเข้ามาปลุกระดมอดีต จคม.เหล่านี้ ให้หันกลับไปทำในสิ่งที่ผิดได้อีกครั้ง


พล.อ.กิตติ กล่าวอีกว่า รัฐจะต้องเข้าบล็อคอดีต จคม.เก่าที่เข้าร่วมเป็นผู้พัฒนาชาติไทยทั้งหมดในพื้นที่ เพื่อสกัดไม่ให้กลับไปร่วมมือกับเครือข่าย ที่ลอบสร้างความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ได้ ที่สำคัญจะต้องเข้าไปสร้างชีวิต และความเป็นอยู่ให้คนกลุ่มนี้มั่นใจ และไม่กลับไปให้ความร่วมมือกลับผู้ไม่หวังดีต่อบ้านเมืองได้อีก


พล.อ.กิตติ กล่าวอีกว่า หลังจาก จคม.เข้ามอบตัวเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย เมื่อ 15 ปี ที่ผ่านมา หลายคนเป็นคนไทยเชื้อสายจีน และคนมาเลเซียเชื้อสายจีน ได้แยกย้ายไปประกอบอาชีพทำสวน เป็นไกด์นำเที่ยวในพื้นที่ รวมทั้งประกอบธุรกิจการค้า ขณะที่อีกหลายคนเป็นชาวมุสลิม นอกจากประกอบอาชีพทำสวนแล้ว บางรายไม่มีอาชีพที่แน่นอน และเมื่อไม่มีงาน จึงถูกชักชวนเข้าร่วมขบวนการ เพื่อก่อความไม่สงบ โดยรับเงินจากเครือข่ายเป็นค่าตอบแทน พร้อมกับใช้ความรู้ความสามารถเก่าๆในการก่อเหตุ


อดีตแม่ทัพภาคที่4 กล่าวอีกว่า หากขบวนการแบ่งแยกดินแดน สามารถดึง อดีต จคม. บางส่วนเข้ามาร่วมขบวนการก่อความไม่สงบได้จริง จะเป็นปัญหาใหญ่ของฝ่ายปราบปราม เนื่องจาก จคม. มีความชำนาญในการประกอบระเบิด และการสู้รบแบบกองโจร รวมทั้งยุทธวิธีอื่น ๆ ซึ่งเครือข่ายผู้ก่อความไม่สงบส่วนใหญ่ เป็นวัยรุ่นแต่ขาดขีดความสามารถ จึงมีการพยายามดึงอดีต จคม.เข้าร่วมขบวนการ ฉะนั้น รัฐจำเป็นต้องเร่งสกัดไม่ให้ปัญหาดังกล่าวลุกลาม และขยายวงกว้างออกไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 


คลิ๊กนี้มีความหมาย

ณรงค์ ชื่นนิรันดร์ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยถ.สงขลา-เกาะยอ อ.เมือง จ.สงขลา 90100 : Webmaster by Narong Cheunniran : อีเมล์ :narongthai53@gmail.com