www.narongthai.com  

สวัสดี ทุกท่านที่เข้ามาใช้บริการข้อมูลข่าวสาร กระผมยินดีที่ท่านจะนำข้อมูลจากเว็บไซต์นี้ไปเพื่อการศึกษา ด้วยความยินดีจาก ผม ณรงค์ ชื่นนิรันดร์                                                                                                                                                                                                                                                                            
 

 ณรงค์ ชื่นนิรันดร์

สร้างลิงค์ของโปรไฟล์ในแบบที่เป็นตัวคุณเอง

 

 

 

 

 สถิติวันนี้ 413 คน
 สถิติเมื่อวาน 72 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
2293 คน
2293 คน
1101074 คน
เริ่มเมื่อ 2010-01-13

 

การต่อสู้ที่ปัตตานี "คัมภีร์มรณะ" ที่บิดเบือน

ณรงค์ ชื่นนิรันดร์ ผู้สื่อข่าว 8ว.
8 มิถุนายน 2547


      หมายเหตุ บันทึกนี้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี นำมาแจกจ่ายให้กับสื่อมวลชนเมื่อเช้าวันที่ 8 มิถุนายน 2547ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อตอบโต้เอกสารปลุกระดมเยาวชนและชาวไทยมุสลิมในภาคใต้ ที่มีชื่อว่า "การต่อสู้ที่ปัตตานี" ซึ่งยึดได้จากผู้ก่อความไม่สงบ โดยผู้เขียนบันทึกได้ระบุว่าเอกสารดังกล่าวมีการบิดเบือนคำสอนในศาสนาอิสลามอย่างร้ายแรง

เอกสารการต่อสู้ที่รัฐปัตตานีรับใช้ใคร?
1.เอกสารนี้สร้างมายาภาพว่าจัดทำขึ้นเพื่อรับใช้พระเจ้า แต่เนื้อแท้แล้วเป็นการขายพระเจ้า เป็นการแอบอ้างพระเจ้า เพื่อก่อกรรมทำเข็ญแก่มนุษยชาติ นี่คือเป้าหมายหลักของเอกสารนี้ ที่จำจะต้องนำไปสู่ความเข้าใจของพี่น้องมุสลิม

2.เอกสารนี้ได้กล่าวถึงรัฐปัตตานีในอดีตว่ามีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นได้ เพราะมีเชื้อสายเจ้าผู้ครองแห่งรัฐกลันตันเข้ามาเป็นเจ้าผู้ปกครองในตำแหน่งพระราชา และได้นำเสนอไว้อย่างแยบยลว่า ในวันข้างหน้าผู้ปกครองรัฐปัตตานีที่เราทั้งหลายจะเลือกและแต่งตั้งเพื่อเป็นผู้ปกครองสูงสุดของเรา ทางที่ดีที่สุดควรจะเป็นบุคคลที่มีเชื้อพระวงศ์ เพราะว่าการปกครองของบุคคลที่เชื้อสายพระวงศ์นั้นเพื่อความเป็นศักดิ์และศรีในการปกครองประชาชนทั่วประเทศ สำหรับพระราชาหรือผู้ปกครองที่ยุติธรรมและเฉลียวฉลาด จะเป็นสัญลักษณ์ความภาคภูมิใจของประชาชนทั้งหมดประชาชนทุกคนเคารพนับถือรักเชื่อฟังและถือปฏิบัติตามคำสั่งของพระราชาด้วยความล้นพ้น

แม้จะใช้ลีลาการเขียนที่แยบยลสักปานใด แต่ในที่สุดหางก็โผล่ออกมาจนได้ นั่นคือการเสนอให้ผู้มีเชื้อสายเจ้าผู้ปกครองรัฐกลันตันเป็นพระราชาของรัฐปัตตานี เอกสารดังกล่าวนี้จึงไม่ใช่เอกสารที่รับใช้พระเจ้าดังที่กล่าวอ้างสร้างมายาภาพไว้ แต่เป็นเอกสารที่ทำขึ้นเพื่อรับใช้เชื้อสายของอดีตเจ้าแห่งรัฐกลันตัน ซึ่งหมดสิ้นสภาพไปไม่น้อยกว่า 200 ปีแล้ว ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ พี่น้องมุสลิมทั้งประเทศไม่เคยเป็นหนี้บุญคุณใดๆ และไม่ยอมรับอำนาจปกครองใดๆ ของอดีตเชื้อสายเจ้าแห่งรัฐกลันตัน จึงไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะต้องต่อสู้ให้กับบุคคลดังกล่าว ไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะยอมรับคำบิดเบือนคำสอนในศาสนาเพื่อรับใช้บุคคลเพียงบางคน ซึ่งผู้เขียนเอกสารนี้ยกย่องบูชา

3.ไม่มีใครมีสิทธิจำกัดอิสลามให้คับแคบเพื่อประโยชน์ตนหรือคณะตนเอกภาพแห่งอิสลามเป็นสากลเพื่อมวลหมู่มนุษยชาติ เพื่อสันติสุขและสันติภาพของมนุษยชาติเท่านั้น
เอกสารนี้ได้เสนอให้ตั้งสภารัฐธรรมนูญและประเพณีวัฒนธรรมแห่งรัฐปัตตานีขึ้นสภาหนึ่ง โดยระบุว่า สภารัฐธรรมนูญและประเพณีวัฒนธรรมแห่งรัฐปัตตานี จะต้องประกอบไปด้วยสมาชิกผู้ทรงรอบรู้ในด้านศาสนาอิสลามจากนิกายซาฟีอี และห้ามเอาบุคคลนิกายอื่นมาร่วมปกครองด้วยเป็นอันขาด ยิ่งไปกว่านั้นอีกถ้ามีหลายๆ กลุ่มที่มีความเห็นไม่ตรงกัน ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะได้มาซึ่งการปกครองและทุกสิ่งที่เป็นมติของสภานี้ จะเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศตลอดไป จะยกตัวอย่างให้ดูดังต่อไปนี้ บุคคลที่จะมาสืบทอดราชวงศ์การปกครองในตำแหน่งพระราชาหรือผู้นำของคนมุสลิมทั้งหลายจะต้องได้รับการคัดเลือกและแต่งตั้งจากตระกูลเจ้าที่ใกล้ที่สุด

นี่คือความคิดที่คับแคบที่สุดและตรงกันข้ามที่สุดกับอิสลาม พระคัมภีร์อัลกุรอานจำแนกคนตรงชั่วดี ไม่ได้จำแนกคนตรงที่ว่ามีอดีตเชื้อสายเจ้าแห่งกลันตันหรือไม่ นี่คือการบิดเบือนคำสั่งสอนของพระเจ้า ยกย่องบุคคลในสายตระกูลเจ้าแห่งกลันตันว่าเป็นคนพวกเดียวเท่านั้นที่เป็นคนดี มีความสามารถ อัลเลาะห์ไม่เคยสั่งสอนว่าอดีตเชื้อสายเจ้าแห่งกลันตันเท่านั้นจึงจะเป็นคนดี หรือเป็นคนที่มุสลิมจะต้องยอมตายถวายชีวิตให้ มีแต่อัลเลาะห์เท่านั้นที่ทรงเกรียงไกร ทรงรอบรู้ ทรงเมตตาปรานี และทรงรู้สิ่งที่ผู้เขียนกำลังกระทำอยู่

เอกสารนี้ยังกีดกันและปฏิเสธการดำรงอยู่ของพี่น้องมุสลิมนิกายอื่นๆ สำนักคิดอื่นๆ หรือลัทธิอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นวาฮาบี หรือชีอะห์ แม้ในการซุนหนี่ซึ่งมีอยู่ถึงสี่สำนักคิดคือ ฮานาฟี ซาฟีอี ฮัมบาลี และมาลิกี ก็ถูกกีดกันหรือรังเกียจเกือบทั้งหมด แม้พี่น้องในสำนักคิดซาฟีอีซึ่งเป็นพี่น้องมุสลิมส่วนใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้แม้ดูผิวเผินแล้วจะได้รับการยอมรับ แต่แท้จริงกลับถูกตีวงกรอบให้จำยอม ให้ต้องยอมรับและยอมตายถวายชีวิตอยู่เฉพาะผู้ที่ยอมตายถวายชีวิตให้กับอดีตสายเจ้าแห่งรัฐกลันตันเท่านั้น นี่คือการละเมิดต่ออิสลาม ทรยศต่ออัลเลาะห์ และเหยียบย่ำพระคัมภีร์อัลกุรอานอย่างร้ายแรงที่สุด

4.การบิดเบือนการต่อสู้ในหนทางของพระเจ้า
การกระทำจีฮัด หรือการกระทำการต่อสู้เพื่อพระเจ้าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเป็นความสูงส่งในอิสลามที่มุสลิมทั้งปวง ผู้มีความศรัทธาและภักดีต่ออัลเลาะห์จะต้องกระทำการต่อสู้เพื่อพระเจ้า และการตายของพวกเขาในการต่อสู้นั้นย่อมได้ชื่อว่าเป็นการตายเพื่อพระเจ้า หรือชาฮีด การตายเช่นนั้นเลือดของเขาจะบริสุทธิ์ยิ่งกว่าน้ำ มีกลิ่นหอมดุจชะเอม


แต่ทว่าการกระทำการต่อสู้เพื่อพระเจ้าไม่ใช่สิ่งที่ใครๆ จะกำหนดเอาเองได้ตามอำเภอใจ เพราะความสูงส่งและความศักดิ์สิทธิ์ในเรื่องนี้ต้องเป็นไปตามหลักการที่บัญญัติไว้ในพระคัมภีร์ อัลกุรอานเท่านั้น ผู้เขียนเอกสารนี้ไม่มีสิทธิที่จะบัญญัติขึ้นเองนอกเหนือจากที่อัลเลาะห์ได้ทรงบัญญัติไว้แล้ว

อัลเลาะห์ได้ทรงบัญญัติหลักเกณฑ์ของการต่อสู้ในหนทางของพระเจ้าไว้อย่างชัดเจนในพระคัมภีร์อัลกุรอาน คือต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งนี้เท่านั้น นั่นคือ

(1) ต้องเป็นการกระทำเพื่อปกป้องดินแดนอิสลาม

(2) ต้องเป็นการกระทำเพื่อปกป้องพระธรรมคำสอนในพระคัมภีร์อัลกุรอาน

(3) ต้องเป็นการกระทำเพื่อปกป้องมุสลิมจากการข่มเหงเข่นฆ่าโดยไม่ชอบธรรม

การที่ผู้เขียนคัมภีร์มรณะบิดเบือนว่าการยอมตายถวายตัวให้กับอดีตเชื้อสายเจ้าแห่งกลันตันเป็นการต่อสู้ในหนทางของพระเจ้า เป็นการบัญญัติหลักเกณฑ์นอกเหนือไปจากที่อัลเลาะห์ทรงบัญญัติไว้ เป็นการกระทำตนเป็นภาคีต่ออัลเลาะห์ ตีตัวเสมออัลเลาะห์ และทำให้คำสอนในพระคัมภีร์อัลกุรอานมัวหมอง เป็นหน้าที่ของมุสลิมทั้งปวงที่จะต้องกระทำการต่อสู้เพื่อปกป้องคำสอนให้มีความบริสุทธิ์ ไม่ให้ถูกบิดเบือนไปเป็นเครื่องมือรับใช้ผลประโยชน์ของอดีตเชื้อสายเจ้าแห่งกลันตัน

5.เอกสารคัมภีร์มรณะนี้ ได้บิดเบือนคำสอนในศาสนาอิสลามอย่างร้ายแรงอีกหลายประการคือ
คำสอนที่ว่ามุสลิมเป็นพี่น้องกัน แต่คนต่างศาสนาเป็นศัตรูที่ต้องประหัตประหาร ต้องทำการต่อสู้กับคนนอกศาสนาเพื่อกอบกู้ความอลังการของศาสนาอิสลาม และอ้างว่าการต่อสู้ฆ่าฟันคนนอกศาสนาคือการต่อสู้ในหนทางของพระเจ้าคือเป็นการกระทำจีอัด

คำสอนที่ว่าการต่อสู้เพื่อการแบ่งแยกดินแดนของประเทศไทยจะได้รับสัญญาอันเป็นรางวัลจากอัลเลาะห์ในการไปสู่สวรรค์

คำสอนที่ว่าการเปิดเผยข้อมูลในการแบ่งแยกดินแดนเป็นการตีสองหน้า ให้ฆ่าคนที่เปิดเผยข้อมูลเหล่านั้น เพราะถือว่าเป็นศัตรูที่เป็นอันตรายที่สุด เขาไม่ใช่เพื่อนหรือพ่อแม่อีกต่อไปแล้ว นี่เพียงแค่เข้าใจว่ามิตรสหายเพื่อนฝูงหรือพ่อแม่ถ้าเปิดเผยความลับในการแบ่งแยกดินแดนก็ต้องถือว่าเป็นศัตรูและต้องประหัตประหาร

คำสอนที่ว่าสั่งสอนให้ฆ่าศัตรูทันทีที่พบและยึดทรัพย์สินของผู้อื่นเป็นของตน และถ้าไม่ออกรบ อัลเลาะห์จะทรมานอย่างเจ็บปวด และคำสอนที่ว่าถ้าเผชิญหน้ากับคนนอกศาสนาก็อย่าได้หนี ให้สู้ตาย

และคำสั่งสอนที่ว่าในบรรดาเพื่อนๆ และพ่อแม่พี่น้องก็มีผู้ที่มีจิตใจเอนเอียงไปเข้ากับรัฐ อย่าได้นับถือคนเหล่านั้นอีกต่อไป เพราะเป็นคนหน้าไว้หลังหลอก ให้ฆ่าเขาเสีย

คำสอนที่ผิดๆ เหล่านี้เป็นเรื่องร้ายแรง กล่าวคือ

ประการแรก เป็นการทรยศต่ออัลเลาะห์และอิสลาม เพราะอัลเลาะห์ทรงสั่งสอนว่ามุสลิมทั้งหลายเป็นพี่น้องกัน คนนอกศาสนาทั้งปวงล้วนเป็นผู้ที่ถูกสร้างมาจะต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเมตตาอาทร และจะต้องได้รับสิทธิทั้งปวงที่เขาจะพึงมี

ประการที่สอง ศาสนาอิสลามไม่ได้สั่งสอนให้แบ่งแยกดินแดน อัลเลาะห์ทรงตรัสว่าอัลเลาะห์จะไม่เปลี่ยนแปลงประชาชาติใด จนกว่าเขาจะเปลี่ยนแปลงตัวของเขาเอง มนุษย์ทั้งหลายที่กระทำความดี จะได้รับการตอบแทนความดีนั้นจากอัลเลาะห์ และมนุษย์ทั้งหลายที่กระทำความชั่ว จะต้องได้รับโทษอย่างเจ็บแสบ นั่นคืออัลเลาะห์ทรงจำแนกคนที่การกระทำความชั่วและการกระทำความดี เพราะมนุษย์ทั้งปวงล้วนอัลเลาะห์สร้างมาทั้งสิ้น แต่มุสลิมเป็นมนุษย์ในศาสนาของพระองค์ มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ ต้องมีหลักการปฏิบัติต่อกันโดยเฉพาะ แต่ไม่ใช่ว่าเป็นมุสลิมแล้วจะต้องตั้งความรังเกียจเดียดฉันท์คนนอกศาสนา เพราะเขาล้วนได้รับความเมตตาปรานีจากอัลเลาะห์เสมอหน้ากัน และนี่คือวาดะห์หรือเอกภาพอันเป็นสากลของอิสลาม ผู้เขียนไม่มีสิทธิจำกัดอิสลามให้คับแคบ เพื่อรับใช้ประโยชน์ตนหรือคณะตน

ประการที่สาม ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาแห่งสันติ มุสลิมคือผู้แสวงหาสันติ ภายในมุสลิมด้วยกันจะต้องปฏิบัติตามหลักการที่อัลเลาะห์ทรงบัญญัติไว้เพื่อความเป็นเอกภาพและเพื่อถึงซึ่งสันติ และการกลับไปรับใช้อัลเลาะห์ ต่อคนต่างศาสนาต้องเมตตาอาทร ต้องยอมรับสิทธิที่พวกเขาพึงมี การที่ผู้เขียนเรียกร้องให้มุสลิมถือคนนอกศาสนาเป็นศัตรู และเรียกร้องให้ประหัตประหารคนนอกศาสนา คือการบิดเบือนอิสลามและพระธรรมคำสอนในอิสลาม ชักพาให้มุสลิมต้องเป็นศัตรูกับมนุษย์ชาติทั่วโลกกว่า 4,000 ล้านคน เป็นการกระทำให้มุสลิมเป็นที่ชิงชังรังเกียจของประชาคมโลก

ประการที่สี่ พ่อแม่เป็นผู้ให้กำเนิด เป็นผู้มีพระคุณ พี่น้องเป็นผู้มีอุปการะ ญาติมิตรเป็นผู้มีอุปการะ การที่ผู้เขียนเรียกร้องให้ถือพวกนี้เป็นศัตรูและให้ประหัตประหารเพียงเพื่อจะรับใช้ผลประโยชน์ของอดีตเจ้าแห่งกลันตัน เป็นการละเมิดคำสั่งสอนของอัลเลาะห์ ผู้เขียนไม่มีสิทธิที่จะออกคำสั่งให้มุสลิมคนใดประหัตประหารเข่นฆ่าผู้ที่อัลเลาะห์ทรงสร้าง มีแต่อัลเลาะห์เท่านั้นที่ทรงไว้ซึ่งเอกสิทธิ์นี้ พระองค์ทรงรอบรู้อย่างยิ่ง คำสั่งสอนแบบนี้ทำให้พระคัมภีร์อัลกุรอานต้องมัวหมองอย่างยิ่ง

เหล่านี้คือหลักฐานที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เพียงเพื่อรับใช้ผลประโยชน์ของอดีตเชื้อสายเจ้าแห่งกลันตัน ผู้เขียนได้บังอาจขายศาสนาอันสูงส่งอย่างไม่ละอายต่อบาปและไม่เกรงกลัวต่อการถูกลงโทษ เสียดายนักที่ผู้เขียนเอกสารนี้ก็มีความรู้ในพระธรรมคำสอนอย่างกว้างขวาง สมควรที่จะได้ใช้ความรู้นั้นอบรมเผยแพร่พระธรรมคำสอนในพระคัมภีร์อัลกุรอานอย่างภักดีและศรัทธา แต่กลับเห็นผิดเป็นชอบ นำความรู้นั้นไปบิดเบือนหลอกลวงให้พี่น้องมุสลิมทรยศต่ออิสลาม ซึ่งเป็นบาปอันมหันต์

6.พี่น้องมุสลิมทั้งปวง ผู้มีความศรัทธาและภักดี ย่อมมีหน้าที่สำคัญประการหนึ่งต่อศาสนาคือการปกป้องคำสอนไม่ให้ถูกบิดเบือนนำไปเป็นเครื่องมือรับใช้ผลประโยชน์ของบุคคลใดหรือคณะใด ย่อมมีหน้าที่สำคัญในการปกป้องมุสลิมไม่ให้ตกลงไปในความหลงผิดในวันนี้เพื่อจะได้ไม่ตกนรกในวันหน้า

//////////////////////////

                             

1

 

 

 

 

 

 

 

 


คลิ๊กนี้มีความหมาย

ณรงค์ ชื่นนิรันดร์ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยถ.สงขลา-เกาะยอ อ.เมือง จ.สงขลา 90100 : Webmaster by Narong Cheunniran : อีเมล์ :narongthai53@gmail.com