www.narongthai.com  

สวัสดี ทุกท่านที่เข้ามาใช้บริการข้อมูลข่าวสาร กระผมยินดีที่ท่านจะนำข้อมูลจากเว็บไซต์นี้ไปเพื่อการศึกษา ด้วยความยินดีจาก ผม ณรงค์ ชื่นนิรันดร์                                                                                                                                                                                                                                                                            
 

 ณรงค์ ชื่นนิรันดร์

สร้างลิงค์ของโปรไฟล์ในแบบที่เป็นตัวคุณเอง

 

 

 

 

 สถิติวันนี้ 172 คน
 สถิติเมื่อวาน 256 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
4378 คน
109450 คน
1090550 คน
เริ่มเมื่อ 2010-01-13

 

ชีวิตนักข่าว....ตอน พบทูตไทย ณ KL.
ณรงค์ ชื่นนิรันดร์ ผู้สื่อข่าว 8 ว.

ผมมีโอกาสดี ๆ หลายครั้ง ที่ได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์สำคัญ ที่มักจะเป็นเรื่องใหญ่ ๆ น่าติดตาม ในปี 2550 ผมได้รับการแต่งตั้งจาก ผอ.ศอ.บต. ให้เป็นรองโฆษก ศอ.บต. ทำหน้าที่ให้ข่าวของ ศอ.บต. ที่สร้างสรรค์ต่อองค์กร

ก่อนที่ผมและคณะจะเดินทางไปประเทศมาเลเซีย ในช่วงระหว่าง วันที่ 30 พ.ค.-4 มิ.ย. 50 มีนักศึกษาประมาณกันว่า 5,000 คน แต่ตัวเลขทางทหารบอกว่าประมาณ 1,500 คน ได้เข้าไปชุมนุมในมัสยิดกลางปัตตานี บางข่าวก็บอกว่าเข้าไปยึด บ้างก็ว่าเป็นม็อบยึดมัสยิด ความจริงแล้วต้องเรียกว่า ชุมนุมอย่างสงบในมัสยิด เพราะนักศึกษาเองก็ไม่ได้ก่อเหตุรุนแรงอะไร ซึ่งจะต่างจากความหมายของคำว่า ม็อบ ที่ทางรัฐศาสตร์ จะหมายถึง ฝูงชนผู้บ้าคลั่ง ที่ไม่สามารถควบคุมได้ โดยสื่อเมืองไทย นำคำนี้มาใช้ผิด จนกลายเป็นเรื่องธรรมดา ที่หมายถึงคนมาชุมนุมกัน จะควบคุมได้หรือไม่ได้ ก็เรียกว่าม็อบหมด เอาหล่ะเหตุที่ผม เท้าความถึงผู้ชุมนุมที่มัสยิดกลางปัตตานี ก็เพราะว่า ไม่ใช่เรื่องธรรมดา ที่จะมานิ่งเฉยต่อเหตุการณ์ได้ การชุมนุมครั้งนั้น ทางการทั้งหน่วยข่าวความมั่นคง ผู้ว่าราชการการจังหวัด ในพื้นที่ 3 จังหวัด กอ.รมน.ภาค.4 พตท.ศอ.บต. ต่างจับตาต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่กระพริบตา

วันที่ 30 พ.ค.50 ผมนั่งทานข้าวแกง ที่ริมถนนสายหนองจิก-ปัตตานี เพื่อรอเวลาที่จะบรรยาย ณ โรงเรียนการเมือง ค่ายอิงคยุทธบริหาร        อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ก็เห็นสัญญาณความผิดปกติอยู่ก็คือ มีรถวิ่งกันเยอะ ที่สำคัญจะเป็นรถยนต์ปิกอัพ ขับมุ่งหน้าไปยังตัวเมืองจังหวัดปัตตานี การเดินทางไปไม่ได้ไปแบบเป็นขบวน แต่เป็นลักษณะแยกย้ายกันเดินทาง ผู้ชุมนุมก็คงมีแผนแล้วว่า การเดินทางไปเป็นขบวนครั้งละมาก ๆ จะเป็นที่สงสัยของทางราชการได้ จึงใช้แผนดาวกระจาย วันที่ 30 พ.ค.50 วันนั้นตรงกับวันวิสาขบูชา พอดี และเป็นวันที่ มีการอ่านคำตัดสินของการยุบพรรคการเมือง ใหญ่ สองพรรค คือ พรรคไทยรักไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งผลเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่า ศาลได้สั่งให้ยุบพรรคไทยรักไทย

ผมได้เฝ้าติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา และเป็นผู้ที่ร่วมในการวางแผนงานการประชาสัมพันธ์ในภาวะวิกฤติ โดยมีการนัดหมายให้ประชาสัมพันธ์จังหวัดปัตตานี เป็นผู้ประสาน นายภาณุ อุทัยรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ชี้แจงต่อประชาชนผ่านรายการใต้สันติสุข หลายครั้ง คือผ่าน สวท.สตูล สวท.ปัตตานี ซึ่งเป็นสื่อวิทยุที่ได้ผลมากเพราะ มีการเชื่อมโยงเครือข่ายไปสู่สถานีอื่นอีกหลายสถานี

จนกระทั่ง มีกลุ่มประชาชนชาวปัตตานี ที่ได้รับความเดือดร้อน ออกมาเดินขบวนเรียกร้องให้ยุติการชุมนุม เพราะค้าขายไม่ได้

สำหรับการชุมนุมเรียกร้องครั้งนั้น ผมจะไม่พูดในรายละเอียด แต่จะบอกว่า พฤติกรรมของผู้ชุมนุม เป็นการชุมนุมที่น่าเกรงขามมาก ถึงแม้นผู้ชุมนุมจะมาอย่างสงบ แต่ก็มีรูปแบบที่มีวินัย และเชื่อต่อผู้นำ ไม่ว่าผู้นำจะให้เดินไปในตัวเมือง แล้วให้มีการจับมือล้อมผู้ชุมนุมที่มีระเบียบ การร้องตระโกนที่มีความแข็งขัน ก็ล้วนได้รับการตอบสนองจากผู้ชุมนุม แม้กระทั่งการสลายการชุมนุม ก็ก้าวเดินอย่างเป็นระเบียบ ระหว่างเดินก็มีการร้องเพลง Permuda (เปอร์มูดอ) ซึ่งในเนื้อหา หมายถึงเยาวชน ที่ต้องการกอบกู้อิสรภาพ แน่นอนต้องมีการฝึกกันอย่างหนักจึงร้องเพลงนี้ได้ ซึ่งก็คงไม่ต่างอะไรจากการฝึกเยาวชนหรือการฝึกลูกเสือชาวบ้าน

วันที่ 4 มิ.ย.50 ผู้ชุมนุม ประกาศอย่างฉับพลันว่า จะเลิกการชุมนุม เขาก็เลิกจริง ๆ ซึ่งฝ่ายราชการก็งงเป็นไก่ตาแตก การสลายการชุมนุม เป็นไปอย่างมีระบบแบบแผน มีการจัดรถยนต์ปิกอัพมารับผู้ชุมนุม ใครจะไปที่ไหน ทุกคนจะรู้เป้าหมายของตัวเอง แล้วก็จะขึ้นรถยนต์คันนั้นกลับบ้าน ไม่ถึง 2 ชั่วโมง ผู้ชุมนุมหายวับไปกับตา ซึ่งฝ่ายความมั่นคงต้องประเมินสถานการณ์กันใหม่ มีการคาดการกันว่า ฝ่ายตรงกันข้ามลองกำลังฝ่ายรัฐหรือไม่ และมีการตั้งประเด็นที่จะหาทางแก้ไขหากมีการชุมนุมพร้อมกัน ทุกจุด ในลักษณะการลุกฮือ จนฝ่ายรัฐไม่มีกำลังเพียงพอที่จะรับสถานการณ์ ลองหลับตานึกดูเอาเองก็แล้วกันว่า อะไรจะเกิดขึ้น รัฐต้องเตรียมแผนรับสถานการณ์ให้สามารถรับมือได้ทันท่วงที หากเกิดสถานที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น

ฝ่ายข่าวความมั่นคง ระบุว่า ผู้อยู่เบื้องหลัง ของการชุมนุม เป็นนักการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ แต่ในความคิดของผม จากการประเมิน ไม่เชื่อว่าจะมีนักการเมืองอยู่เบื้องหลัง แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เป็นแกนนำที่ถูกฝึกมาอย่างดี ต่อการสร้างมวลชน ที่มีระเรียบวินัย

การชุมนุมของกลุ่มผู้ยึดมัสยิดกลางปัตตานี ยุติการชุมนุมเมื่อวันจันทร์ที่ 4 มิถุนายน 2550 ต่อมา เมื่อวันศุกร์ที่ 8 มิถุนายน 2550 มีผู้ชุมนุมที่มาจากพรรคปาส ประมาณ 200 คน ได้ชุมนุมเรียกร้องที่หน้าสถานทูตไทย ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ช่างเหมาะเจาะอะไรเช่นนั้น

วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน 2550 ผมพร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ ศอ.บต. ได้เดินทางไปพบอัครราชทูต สถานทูตไทย กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ท่านอัครราชทูตไทย บอกว่า มีตัวแทนจากพรรคปาส ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านขนาดใหญ่ ของมาเลเซีย ประมาณ 200 คน ได้ชุมนุมหน้าสถานทูต เพื่อเรียกร้องให้ รัฐบาลไทยดูแลชาวมุสลิมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และต้องการให้ทหารไทยออกจากพื้นที่ ในการชุมนุมครั้งมีกระแสข่าวว่า จะมีพรรคฝ่ายค้านที่เป็นพรรคการเมืองของชาวจีนในมาเลเซีย มาร่วมชุมนุมด้วย แต่พอถึงเวลา ก็ไม่ได้มาตามที่นัด คงจะกังวลว่า เป็นเรื่องภายในของไทย และไม่อยากจะเข้ายุ่งเกี่ยวด้วย

จากการที่ผมได้วิเคราะห์ดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เชื่อได้ว่า พรรคปาส ของมาเลเซีย อาจจะมีความเกี่ยวข้องกับการชุมนุมที่มัสยิดกลางปัตตานี เพราะเป็นเวลาที่สอดคล้องกัน และถือว่าเป็นขบวนการ ที่มีแนวทางในการที่จะเอาดินแดน3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผนวกเข้ากับ รัฐกลันตัน เคดาห์ ตรังกานู เข้ารวมกัน เพื่อให้เป็นรัฐอิสลามบริสุทธิ์ เหมือนกับที่พรรคปาส ครองเสียงข้างมากทางตอนเหนือของมาเลเซีย

และจากข้อมูลที่ สถานทูตไทย ใน KL ให้มาระบุว่า ขบวนการบีอาร์เอ็น จะไม่มีการเจรจากับไทยเช่นกัน

การเดินทางของผมก่อนหน้าที่จะไปพบท่านทูต เย็นวันที่ 10 มิ.ย.50 คณะได้เดินทางไปทานข้าวเย็นที่ ร้าน ลาล่า ซีฟู้ด ซึ่งเป็นรานอาหารไทย หรือร้านต้มยำ หลังทานข้าวเสร็จผมได้พูดคุยกับพี่นะ ซึ่งเธอบอกว่า เป็นคนหาดใหญ่ บ้านอยู่หลังโรงแรมเพรสซิเดนท์ หาดใหญ่ เป็นชุมชนชาวมุสลิม และมีสามีเป็นชาวมาเลเซีย ที่อยู่ใกล้อำเภอสะเดา จ.สงขลา มาอยู่ที่กัวลาลัมเปอร์ เกือบ 30 ปี แล้ว เป็นห่วง ชาวหาดใหญ่ที่มีระเบิด ทำให้บรรยากาศการค้าได้รับผลกระทบ การอยู่ KL ลูก ๆ ก็เป็นชาวมาเลเซียหมดแล้ว แต่ตนเองยังมีความเป็นไทยอยู่ และก็ยังพูดภาษาไทยได้ แฟนจบการศึกษาที่ เพาะช่างกรุงเทพ ร้านค้าที่นี่รับรู้เรื่องราว กรณีตากใบ และมีความรู้สงสาร ที่มีเหตุการณ์ ล้มตายเกิดขึ้น การจะให้เงินไปช่วยเหลือขบวนการคงไม่มี เพราะมีภาระที่จะต้องรับ ผิดชอบทั้งเรื่องค่าจ้างคนงาน รายจ่ายด้านอื่น ๆ แต่ก็รู้สึกเห็นใจต่อชาวมุสลิมที่ประสบเหตุ

ความจริงผมมีเรื่องมาเล่ามากว่านี้ แต่ด้วยเวลาขอจบเพียงแค่นี้ก่อน ครับ หวัดดีครับ


         

1


คลิ๊กนี้มีความหมาย

ณรงค์ ชื่นนิรันดร์ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยถ.สงขลา-เกาะยอ อ.เมือง จ.สงขลา 90100 : Webmaster by Narong Cheunniran : อีเมล์ :narongthai53@gmail.com