www.narongthai.com  

สวัสดี ทุกท่านที่เข้ามาใช้บริการข้อมูลข่าวสาร กระผมยินดีที่ท่านจะนำข้อมูลจากเว็บไซต์นี้ไปเพื่อการศึกษา ด้วยความยินดีจาก ผม ณรงค์ ชื่นนิรันดร์                                                                                                                                                                                                                                                                            
 

 ณรงค์ ชื่นนิรันดร์

สร้างลิงค์ของโปรไฟล์ในแบบที่เป็นตัวคุณเอง

 

 

 

 

 สถิติวันนี้ 200 คน
 สถิติเมื่อวาน 256 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
4406 คน
109478 คน
1090578 คน
เริ่มเมื่อ 2010-01-13

 
 
 
 
 
 
 
 
     
 
ชีวิตนักข่าว…ย้อนยุคมวยไทย
ณรงค์  ชื่นนิรันดร์
 
เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2552 ผมได้มีโอกาสได้ไปรับประทานอาหารที่ร้านข้าวหมูแดงแสงทอง ที่ตั้งอยู่ตัวเมืองสงขลา ซึ่งเป็นร้านอาหารที่เก่าแก่ และเป็นที่รู้จักของนักชิม แต่ที่ผมสนในมากไปกว่านั้นคือ ที่ข้างฝาร้าน มีรูปนักมวยคาดเชือก ยืนในท่าพร้อมชกอย่างทะมัดทะแมง พร้อมกับมีนิตยสารชื่อ น๊อกเอาท์ฉบับมวยสยาม ปีที่ 7 ฉบับที่ 549 ประจำวันที่ 26-28 พฤษภาคม 2535 เขียนโดย เดชา ปราการะนันทน์ คอลัมภ์ย้อนยุคมวยไทย 
 
ผมได้สนทนากับ โกอ้วน ซึ่งเป็นลูกชาย ของร้านนี้ ได้ความว่า คนที่อยู่ในรูปที่เป็นนักมวยคนนั้นคือ พ่อของเขาเอง “สมัยเป็นเด็ก พ่อไม่เคยบอกลูก ๆ เลยว่า พ่อเป็นนักมวย เพราะกลัวว่า ลูก ๆ จะไปเป็นนักมวย ซึ่งเป็นอาชีพที่ ต้องเจ็บ ” โกอ้วนเล่าให้ฟัง พร้อม ๆ กับ ให้บริการโต๊ะอื่น ซึ่งผมเองก็ไม่ถามอะไรมาก เพราะอยากจะชิม ข้าวหมูแดงหมูกรอบ กับ เกาเหลาข้าวเปล่า เท่านั้นเอง แต่โกอ้วนก็เล่าให้ฟังอีกว่า “พ่อเป็นนักมวยที่เก่งมาก ชกชนะนักมวยในภาคใต้หมดทุกคน จนไม่มีใครชกด้วย จึงต้องขึ้นไปชกที่กรุงเทพ เพื่อหาคู่ชกที่ เหมาะสม ” “พ่อผมเป็นจีนไหหลำ มาตั้งรกรากที่ สงขลา และก็มามีครอบครัวที่นี่ พี่สาวคนโตของผม เพิ่งลาออก จากอาจารย์มหาลัย ครอบครัวเขาอยู่กรุงเทพ แต่ก็มาเยี่ยมน้อง ๆ ที่สงขลาบ่อย ความที่อาจารย์ พี่สาวจึงพูดได้หลายภาษา เวลามีฝรั่งต่างชาติมาทานอาหารที่บ้าน พี่สาวก็จะนั่งคุยด้วย อย่างเป็นกันเอง ” นี่ขนาดผมไม่ได้นั่งคุย อย่างจริงจังนะ ผมก็ได้เรื่องได้ราวมาเล่าสู่ท่านฟัง คิดว่าถ้ามีเวลา ว่าจะนั่งคุยให้มากกว่านี้ แต่ผมเห็น คอลัมภ์เกี่ยวกับ เรื่องราวของเตี่ยโกอ้วนแล้ว ผมจึงขออนุญาตถ่ายรูป เพราะผมไม่มีเวลา และคิดว่า จะถอดความจากข้อความที่เขียนลงหนังสือมาให้ท่านอ่าน ซึ่งจะเป็นที่รวดเร็ว ไม่ต้องจดให้เสียเวลา ดั่งข้อความ จากนิตยสารน๊อกเอาท์ฉบับมวยสยาม ดังต่อไปนี้
 
ยักษ์ไหลหลำ
เขียนโดย เดชา ปราการะนันทน์ 
“สมัยเมื่อยักษ์สุข ปราสาทหินพิมาย กำลังกระเดื่องเดชอยู่ บนผืนผ้าใบเวทีราชดำเนิน  หลังจากปราบนักมวยชั้นยอดของเมืองสยาม เช่น สมาน ดิลกวิลาศ , สมพงษ์ เวชสิทธิ์ , ถวัลย์ วงศ์เทเวศร์ , จนพ่ายแพ้ไปเรียบราบ ยักษ์สุขก็กลายเป็นมวยขึ้นคาน หาคู่ชกไม่ได้ ต้องกลับไปทำไร่ไถนาที่บ้านเกิดอำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ตามเดิม ”
 
ทางเวทีราชดำเนินรู้ว่า ยักษ์สุขคือมวยแม่เหล็กใหญ่ ที่เรียกร้องแฟนมวยได้เข้าชมอย่างล้นหลามทำกำไรให้สยามอย่างเป็นกอบเป็นกำ จึงพยายามเสาะนักชกรุ่นยักษ์ ทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ ที่มีฝีมือคู่ควรกับยักษ์สุขแต่ก็ยังหาตัวไม่ได้จนแล้วจนรอด 
 
เพราะนักชกรุ่นใหม่ที่กำลังรุ่งขึ้นมาก็กระดูกยังอ่อน ถ้าขืนส่งขึ้นไปเจอกับยักษ์สุขก็จะเปรียบเสมือนหมูหนังกรอบให้ยักษ์สุข ได้ขบเคี้ยวเล่นตามสบาย ส่วนนักมวยเก๋าที่เลิกราจากสังเวียนไปแล้ว ทางเวทีพยายามไปติดต่อมาขึ้นชกอีก ก็ปรากฏว่าเก๋าจนสังขารไปไม่ไหว เพียงแค่เจอมวยทดสอบก็ถูกถลุงถูกหามลงเปลไปอย่างง่ายดาย 
 
เวทีราชดำเนินจึงต้องหานักชกที่มาปราบยักษ์สุขต่อไปอีก เพราะเกรงว่าถ้า ปล่อยให้รื้อเวทีไปนาน ยักษ์สุขอาจจะเกิดความเซ็งเลยประกาศแขวนนวมไปเสียก่อน เนื่องจากเสียเวลารอคู่ชกนานจนเกินไป 
 
ขณะเดียวกันนี้เองก็มีข่าว เล่าลือ จากปักษ์ใต้ว่า มีนักมวยร่างยักษ์คนหนึ่ง เป็นคนจีนชาวไหหลำมีรูปร่างสูงใหญ่ข้อลำแข็งแกร่งเหมือนท่อนเหล็ก และมีหมัดขวาหนักเหลือประมาณ ใครเจอเข้าจัง ๆ ก็มีหวังหลับ 
 
ยักษ์ไหหลำคนนี้เป็นหนุ่มใหญ่วัยฉกรรจ์ มีน้ำหนักตัวอยู่ในรุ่นมิดเดิลเวท ( 160 ปอนด์) ซึ่งถือว่าเป็นรุ่นใหญ่ในขณะนั้น นามบนสังเวียนนามว่า “ง่วนยกฟัด” กำลังโด่งดังอยู่ในปักษ์ใต้ จนหาคู่ชกที่คู่ควรได้ยาก 
 
ง่วนยกฟัด มีที่พำนักอยู่ในตัวเมืองสงขลา ได้ชื่อว่าเป็นนักมวยที่ทรงพลัง และกำปั้นหนักที่สุดเท่าที่เคยได้เห็นกันมา และเมื่อขึ้นชกที่จังหวัดสงขลา ก็ชนะน็อกคู่ต่อสู่มาโดยตลอด     โดยไม่มีคู่ชกคนอื่น ได้ยืนหยัดอยู่ได้จนถึงยกสุดท้ายเลย แม้นแต่คนเดียว
 
เมื่อหาคู่ชกในสงขลาไม่ได้ ง่วนยกฟัดก็ออกตระเวนชกตามสังเวียนภูธร เขาเดินทางไปชกที่ภูเก็ต เจอกับวิชัย วิมานชัย มวยร่างยักษ์ของภูเก็ต ง่วนยกฟัด ก็เอาหมัดขวาทุบวิชัยแดดิ้นไปเพียงแค่ยกแรกเท่านั้น 
 
แต่ต่อมาก็เจอกับบันซิงห์ กลันตัน จากมลายู (มาเลเซีย) ง่วนยกฟัดก็ยิงหมัดขวากระแทกมวยมลายูหลับสนิทไปเพียงแค่ยกแรกเช่นกัน 
 
แล้วถูกจัดให้ขึ้นชิงเสื้อสามารถ ในรายการกุศลพิเศษ เจอกับ สวัสดี ปากพนัง ง่วนยกฟัด   ลุยเข้าถล่มด้วยหมัดขวา มหาประลัย กระแทกสวัสดิ์ คว่ำนับสิบในยกแรก จึงได้เสื้อสามารถ มาครองแบบเหงื่อยังไม่ทันซึม 
 
แล้วก็เดินทางไปชกที่เวทีนครศรีธรรมราชเจอกับ แผลง เลือดไชยา ง่วนยกฟัด ก็ซัด   แผลงลงไปนอนตีแปลงคายกแรก แล้วก็กลับไปสงขลาพบกับ อนงค์ ศรจันทร์ ก็ใช้เวลาเพียงครึ่งยกตะบันอนงค์ลงไปนอน ฟังกรรมการนับสิบอย่างง่ายดาย 
 
เมื่อเอาชนะคู่ต่อสู้ด้วยการน็อกเพียงแค่ยกแรก    ติดต่อถึงห้าคนซ้อน ทางเวทีสงขลาก็เห็นว่า มวยรุ่นยักษ์ของปักษ์ใต้ ต่างก็ไม่มีใครหาญขึ้น ประลองฝีมือกับ ง่วนยกฟัด อีกแล้ว   จึงลงทุนส่งนักมวยชั้นดี จากเวทีราชดำเนิน ไปทดสอบฝีมือกับยักษ์ไหหลำ เพื่อจะได้พิสูจน์ว่า ง่วนยกฟัด จะก้าวไปสู่ความยิ่งใหญ่ ในเวหามวย เมืองไทยได้หรือไม่
 
นักมวยจากราชดำเนินที่เดินทางไปประลองฝีมือกับ ง่วนยกฟัดที่สงขลาก็คือ แก้ว เลือดเมืองกาญจน์ ซึ่งเคยผ่านการชกที่เวทีราชดำเนินอย่างโชกโชนมาแล้ว 
 
และผลการชกก็ปรากฏว่า เพียงแค่นาทีแรกของยกแรกยังไม่พ้นที่   แก้ว เลือดเมืองกาญจน์ จะได้โชว์ฝีมือมวยไทย เข้าต่อกรกับยักษ์ไหหลำ ก็เจอหมัดขวาของ ง่วนยกฟัด  ทุบเข้าตรงปลายคางเพียงที่เดียวเท่านั้น แก้ว ก็ทรุดไปกองกับพื้นเวทีฟังกรรมการนับจนครบสิบไปอย่างง่ายดาย 
 
สถิติการชกในระยะหลังของ ง่วนยกฟัด จึงเพิ่มขึ้นเป็นชนะน็อกในยกแรกติดต่อกันถึง 6 ครั้ง ถือเป็นสถิติที่ไม่เคยมีนักมวยรุ่นใหญ่คนใด เคยทำได้สำเร็จมาก่อน 
 
และมาถึงตอนนี้ ทางสนามมวยสงขลา ก็เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ ง่วนยกฟัด จะได้เดินทางมาที่เวทีราชดำเนินเพื่อแสดงพลังหมัดขาวให้ เป็นที่ลือชาในแผ่นดินสยาม และเพื่อเป็นการพิสูจน์ให้แฟนมวยเมืองกรุงให้เห็นว่า เขาเป็นนักมวยเพียงคนเดียวที่เหมาะสมที่สุดในการก้าวขึ้นไปทลายปราสาทหินพิมาย ที่ยักษ์สุข ครอบครองอยู่ 
 
หัวหน้าคณะใหญ่ ๆในกรุงเทพ ต่างก็ต้องการตัว ง่วนยกฟัด ไปเข้าสังกัด เพราะจากสถิติการชกที่ผ่านมา ก็เชื่อว่า ง่วนยกฟัด คงจะก้าวขึ้นไปกับ ยักษ์สุข   อย่างแน่นอน ซึ่งถ้าหากยักษ์ไหหลำ สามารถคว่ำยักษ์สุขได้สำเร็จก็หมายถึงชื่อเสียงและเงินรางวัลที่จะติดตามมาเป็นจำนวนมหาศาล 
 
และปรากฏว่าหัวหน้าคณะ ที่ติดต่อ ง่วนยกฟัด มาเข้าสังกัดในกรุงเทพ ได้สำเร็จก็คือ นายเด๊ท มิโรซ่า หัวหน้าคณะศรแดง ซึ่งเป็นโอรสเจ้าอาหรับ อุสมาน ศรแดง เป็นดาราประจำค่ายอยู่ในขณะนั้น
 
 ง่วนยกฟัด เดินทางมาซ้อมอยู่ที่ค่ายศรแดง ในตรอกต้นปิชา สีลม และซ้อมอยู่ไม่นาน ก็ได้ขึ้นยกที่เวทีราชดำเนิน ซึ่งก่อนการชกแฟนมวยเคยได้ยินชื่อเสียง และสถิติการชกของเขา ในหน้าหนังสือพิมพ์มาก่อนแล้ว จึงให้ความสนใจกันไม่น้อย และต้องการให้ดูว่า ยักษ์ไหหลำคนนี้จะมีทางก้าวขึ้นไปเจอกับ “ยักษ์สุข” ได้หรือไม่
 
คู่ชกของง่วนยกฟัด ในวันนั้นคือ มนตรี ฉวีวงศ์ มวยร่างสูงใหญ่ ซึ่งดังมาจากสุพรรณบุรี เริ่มต้นในยกแรก ง่วนยกฟัด ดูจะตื่นเวทีราชดำเนิน อยู่ไม่น้อย แต่ก็เป็นฝ่ายเดินเข้าหาแล้วเหวี่ยงหมัดซ้ายขวาเข้าใส่   ฝ่ายมนตรีก็เตรียมปิดป้อง และตอบโต้ด้วยศอก หมายจะเปิดแผลที่หน้า ยักษ์ไหหลำให้ได้ 
 
หลังจากเข้าคลุกได้อึดใจเดียว ยังไม่ทันที่หมัดขาวของยักษ์ไหหลำจะสำแดงฤทธิ์ ให้เห็นประจักษ์   มนตรีก็เกิดไหล่หลุดขึ้นมา อย่างกะทันหัน และขอยอมแพ้น็อกไปอย่างง่ายดาย เพียงแค่ยกแรกเท่านั้น ทำให้แฟนมวยบ่นกันพึม ว่ายังไม่ทันได้ดูดี ยักษ์มนตรีก็ลาโรงไปเสียก่อน แบบนกกระจอกไม่ทันกินน้ำ 
 
ทางเวทีราชดำเนินเห็นว่ายักษ์ไหหลำประเดิมชัยได้อย่างงดงามเช่นนั้น ก็รีบจัดให้ขึ้นชกอีกในเดือนต่อไป  เพราะถ้าขืนรอมากไปกว่านี้ ยักษ์สุขก็อาจจะแขวนนวมไปเสียก่อน 
 
คู่ชกคนต่อไปของ ง่วนยกฟัด ก็คือ ทวีเดช สมานนันท์ ยักษ์ใหญ่จากอีสาน เป็นมวยที่ค่อนข้างจะเชื่องช้ายืดยาด แต่ก็มีความหนักหน่วงทั้งศอกทั้งเข่า และยังมีความทรหดอดทน เป็นพิเศษ ถ้าง่วนยกฟัด เอาชนะทวีเดชไปได้ โอกาสที่จะได้เจอกับยักษ์สุข ก็ใกล้เข้ามาทุกที 
 
ก่อนการชกในวงการต่อรองก็เชื่อกันว่า ทวีเดช จะต้องตกเป็นเหยื่อกำปั้น ของยักษ์ไหหลำ แน่นอน เพราะสถิติการชกที่ผ่านมา ของง่วนยกฟัดสามารถชนะน็อกคู่ต่อสู้ได้ในยกแรกมานับสิบครั้ง และมวยที่อืดอาดเหมือนเรือเกลือ อย่างทวีเดช จะต้องถูกถล่มถึงลงเปลอย่างไม่มีปัญหา 
 
แต่ปรากฏว่า การต่อสู้กลับพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะยักษ์อีสานชูแขนป้องกัน หมัดของยักษ์ไหหลำไปได้อย่างรัดกุม แล้วก็ตอบได้ด้วยการ ฟันศอกและแทงเข่าวงในจน ง่วนยกฟัด   ไม่สามารถใช้หมัดขวามหาประลัย ได้ถนัด
 
ยกแรกผ่านพ้นไปท่ามกลางความตื่นเต้นของแฟนมวยที่ได้เห็นทวีเดช รอดพ้นจากการถูกน็อกในยกแรกไปได้ เมื่อขึ้นยกที่สอง ทวีเดช ก็คงใช้วิธีการ ในแบบเดิมคือยกแขนขึ้นป้องกันหมัด แล้วก็รุกเข่าประชิดและโจมตีด้วยการฟันศอกแล้วถล่มด้วยเขาอย่างหนัก ง่วนยกฟัด ไม่เคยเจอการต้านทานอย่างเหนียวแน่นแบบนี้ก็เริ่มหันรีหันขวางและเมื่อขึ้นยกสาม ง่วนยกฟัดก็ถูกปล้ำตีเข่าจนหมดแรง เพราะเคยชกมาเพียงยกเดียวก็ชนะน็อกก็ไม่เคยยืดเยื้อมาถึงขนาดนี้ และอีกสองยกสุดท้าย ง่วนยกฟัด ก็ตกเป็นฝ่ายรับการโจมตี อย่างเดียว หมัดขวาไม่มีโอกาสคลำถูกเป้าหมายเลย จนกระทั่งยกสุดท้าย สิ้นสุดลง ง่วนยกฟัดก็ถูกตัดสินให้แพ้คะแนน 
 
เป็นการพ่ายแพ้เป็นครั้งแรกในชีวิต ง่วนยกฟัด ก้าวลงจากเวทีด้วยความผิดหวัง และแทนที่ยักษ์ไหหลำจะมุมานะฟิตซ้อม เพื่อกู้ชื่อขึ้นมาใหม่ ง่วนยกฟัดกลับประกาศแขวนนวม และเดินทางกลับสงขลา โดยไม่คิดที่จะกลับสู่สังเวียนอีกต่อไป 
 
เขาก็ตั้งค่ายมวยชื่อ “ส.ยกฟัด” ส่งลูกศิษย์ขึ้นชกที่ปักษ์ใต้หลายคน ส่วนตนเองก็หันไปประกอบอาชีพใหม่ เป็นเจ้าของร้านซ่อมจักรยาน เมื่อค่ายมวยต้องสลายตัวไปตามกาลเวลา ง่วนยกฟัด ก็ไม่ได้กลับคืนสู่วงกาลมวย อีกเลย
 
* * * * * * * * * *
แหม๋...ได้อ่านเรื่องราว ของ ง่วนยกฟัด แล้วสนุกไหม๋ครับ ซึ่งเป็นนักต่อสู้อย่างแท้จริง ต่อมาลูก ๆ บางคนก็ได้ข่าวว่า ไปอยู่เมืองนอก บางคนก็เป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย และบางคนก็มาเปิดร้านขายอาหาร ชื่อร้านข้าวหมูแดงแสงทอง ขายอาหารประเภท ข้าวหน้าเป็ด ข้าวหมูแดงหมูกรอบ ข้าวขาหมู ก๋วยเตี๋ยว ชา กาแฟ โอเลี้ยง ฯลฯ เอ้า..ผมขอเชิญไปรับประทาน ผมไปมาแล้ว อร่อยครับ แต่ก็มีคนถามว่า ร้านข้าวหมูแดงแสงทอง เป็นเจ้าแรกหรือไม่ อันนี้ผมตอบไม่ได้ว่าเป็นร้านแรกหรือไม่ แต่ตอบได้แต่เพียงว่า ร้านนี้เปิดมานานมากแล้ว และถือว่าเป็นร้านเก่าแก่ของเมืองสงขลา
ณรงค์ ชื่นนิรันดร์
16 พ.ย.52

คลิ๊กนี้มีความหมาย

ณรงค์ ชื่นนิรันดร์ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยถ.สงขลา-เกาะยอ อ.เมือง จ.สงขลา 90100 : Webmaster by Narong Cheunniran : อีเมล์ :narongthai53@gmail.com