www.narongthai.com  

สวัสดี ทุกท่านที่เข้ามาใช้บริการข้อมูลข่าวสาร กระผมยินดีที่ท่านจะนำข้อมูลจากเว็บไซต์นี้ไปเพื่อการศึกษา ด้วยความยินดีจาก ผม ณรงค์ ชื่นนิรันดร์                                                                                                                                                                                                                                                                            
 

 ณรงค์ ชื่นนิรันดร์

สร้างลิงค์ของโปรไฟล์ในแบบที่เป็นตัวคุณเอง

 

 

 

 

 สถิติวันนี้ 43 คน
 สถิติเมื่อวาน 562 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
11834 คน
88778 คน
1069878 คน
เริ่มเมื่อ 2010-01-13

เจ้าชายโฮดง กับ เจ้าหญิงจามอง

     
 
ชีวิตนักข่าว...การคัดตัวละคร ให้เข้ากับ บุคลิก ในละครเรื่องจามอง
ณรงค์ ชื่นนิรันดร์
10 เมษายน 2553
 
ชีวิตนักข่าวอย่างผมก็ต้องติดตามทุกอย่างที่เป็นประเด็นที่คิดว่า แปลกใหม่ น่าสนใจ และก็ไม่ได้หยุดนิ่งที่จะคิด ในสิ่งที่ปรากฏ สิ่งหนึ่งที่ผมให้ความสนใจคือ ละครอิงประวัติศาสตร์เรื่องจามอง ซึ่งเป็นเรื่องราวของประเทศเกาหลีโบราณ ผมดูละครเรื่องจากมอง ในแต่ละตอนก็จะสังเกต และดูค่อนข้างละเอียด ว่าละครเรื่องนี้พยายามที่จะสื่ออะไร การแสดงของตัวละครในแต่ละคน เข้ากับบทบาทเพียงไหน เพลงประกอบละคร เข้ากับบรรยากาศหรือไม่ การแต่งกาย รวมทั้งการแต่งหน้าทำผม ของตัวละคร เข้ากับบทบาทแค่ไหน และผมจะดูแม้นกระทั่งว่า สีหน้าท่าทาง เข้ากับอารมณ์ หรือไม่ 
 
ผมดูละครเกาหลีเรื่องจามอง ก็ต้องบอกท่านตรง ๆว่า แทบทุกซีน ผมต้องน้ำตา คลอเบ้า ล้นเอ่อ ด้วยอารมณ์รู้สึกสงสาร อารมณ์ปิติ และอารมณ์เสียใจ ไปพร้อม ๆ กับตัวละคร และท่านที่ ดูละครจามอง ก็คงจะมีอารมณ์ ที่ไม่ต่างไปจากผม ซึ่งตัวละครได้สะกดอารมณ์ ให้เราหยุดนิ่งและคล้อยตามเหมือนกับเราอยู่ในเหตุการณ์ และแม้นว่า จามองจะจบลง อย่างที่เราไม่ต้องการให้เป็น คือ ทั้งพระเอกและนางเอกที่ต้องจบชีวิตพร้อมกัน    ผมต้องบอกท่านว่า ละครจามอง เป็นละครอิงประวัติศาสตร์ ที่ท่านสามารถดูรายละเอียดใน สารานุกรม วิกิพีเดีย หากท่านสนใจที่จะศึกษาเพิ่มเติม แต่เรื่องที่ผมจะบอกต่อไปนี้คงไม่มีในวิกิพีเดีย คือ การเลือกตัวละคร เพลงประกอบละคร บทบาทของนักแสดง
 
ผู้กำกับ เรื่องจามอง เท่าที่ผมสังเกต เป็นคนที่พิถีพิถันมาก คือการเลือกตัวละคร ถ้าเป็นตัวละครที่ออกในแนวผู้ดีมีสกุล ที่แสดงเป็นมเหสีเอก (เมียหลวง) ก็จะเลือกผู้แสดงที่มีใบหน้ากลมแบน ดวงตากลมโต ท่าทางสุภาพ การพูดจานิ่มนวลอ่อนหวาน ดวงตาจะฉายความเมตตา การเดินเหินจะเรียบเงียบ ไม่โผงผาง ส่วนตัวแสดงที่ เป็นมเหสีรอง (เมียน้อย) ก็จะเลือกผู้แสดงที่มีบุคลิก ใบหน้าเรียว ดวงตายาวรีออกไปทางตาเหยี่ยว ปลายจมูก จะเชิด จนเห็นว่าปลายจมูกแหลมงุ้ม การพูดจาแข็งกร้าว ริมฝีปากเวลาพูด จะออกลักษณะแบะแบน ออกอาการที่ชี้ให้เห็นอาการว่ายิ่งยโส โอหัง ส่วนนางเอก (จามอง ) ก็จะมีใบหน้า ที่เน้นถึงความบริสุทธิ์ใส ซื่อ ดวงตาอ่อนโยน น้ำเสียงอ่อนหวาน น่ารัก   พระเอกของเรื่อง (โฮดง) ใบหน้า คมสัน เข้ม ฟันขาวแข็งแรง ยิ้มหวาน มีเสน่ห์ สันจมูกคมยาว ส่วนนางรอง (นักรัง ) ใบหน้าใส แต่ดูหลอกแหลก ไม่มั่นคง 
 
และนี่เป็นเพียงบุคลิก ของตัวละครที่ผู้กำกับ จะต้องพิถีพิถัน ละเอียด ที่นี้เรามาดูการแสดง เวลาที่ผู้แสดงเล่นบทเศร้าโศก นักแสดงทุกคนแสดงได้สมบทบาท เวลาร้องไห้ ผู้แสดงก็จะร้องไห้จริง ๆ และมีน้ำตา ที่หลั่งไหล ออกจากเบ้าตาจริง ตรงนี้ทำให้คนดู มีความรู้สึกอิน กับละคร และเกิดอารมณ์ร่วมขึ้นมาทันที ซึ่งจะต่างจากละครไทย เมื่อเวลาร้องไห้ก็จะมีแต่เสียงร้องไห้ดังฟูมฟาย แต่ไม่มีน้ำตาไหลออกมาให้ห็นเลย จึงทำให้คนดูไม่อินกับตัวละคร ซึ่งจะต่างจากละครเกาหลี ที่เขาร้องไห้จริง ๆ จนเราเห็นน้ำตาไหลออกมาอาบสองแก้ม อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นการแสดงที่ไม่ได้เสแสร้งแกล้งทำ แล้วท่านผู้ชมจะกลั้นน้ำตาได้เหรอครับ 
 
เวลาตัวละคร แสดงออกถึงความโกรธเกรี้ยว ตัวละครก็จะแสดงออกทางสีหน้า ท่าทาง และดวงตา ที่ฉายแววออกมาอย่างแข็งกร้าว บางครั้งก็จะแสดงออกทางมุมปาก ที่ริมฝีปากแข็งเกร็ง บางเล็ก เบะปาก แสดงให้เห็นว่าเกลียดสุด ๆ ที่พวกเราเรียกว่านางร้าย นั่นแหล่ะครับ 
 
ที่นี้เรามาดู เพลงประกอบละคร ก็มีความสำคัญไม่แพ้ การแสดงของตัวละครที่สมบทบาท เพลงประกอบละคร จะทำให้คนดูละคร มีความรู้สึกคล้อยตาม เนื้อหา ที่บางตอนจะมีบทที่แสดงออกถึง การเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย อาทิฉาก ออกรบ ก็จะมีเพลงประกอบที่ดูตื่นเต้น เร้าใจ  ถ้าเป็นบทรัก ก็จะมีเพลง ที่เล่นแบบอ้อยอิ่ง ฟังแล้วเคลิบเคลิ้ม ชวนหลงใหล 
 
ด้านมุมกล้อง ก็เป็นส่วนสำคัญที่จะสื่อให้ละครออกมาดี มุมกล้องจะไม่หยุดนิ่ง การที่จะสื่อไปสู่บทอื่น มุมกล้องก็จะฉายภาพที่ กว้าง ก่อนที่เข้าไปสู่การสนทนาของตัวละคร อาทิ เมื่อมีการเปลี่ยนฉากไปสู่อีกฉากหนึ่ง ก็จะมีภาพ วัง หรือ บ้าน คั่นก่อนที่จะไปสู่บทสนทนา ที่สำคัญกล้องทุกตัวจะนิ่ง ไม่สั่นไหว ซึ่งเป็นสิ่งที่จะต้องคำนึกให้มาก
 
เมื่อการแสดงของตัวละครดีอย่างหาตัวจับอยากแล้ว ทีม พากย์ ก็ต้องดีด้วย นั่นหมายถึงเสียงพากย์ที่เป็นนางเอก ก็ต้องดูเสียงอ่อนโยน   สุภาพ ส่วนตัวร้ายก็ต้องแข็งกร้าว ซึ่งผมก็ต้องชมว่าทีมพากย์ละครเกาหลีเรื่องจามอง ของทีวีช่อง 3 สุดยอดจริง ๆ ครับ     
 
นี่แหล่ะครับ หนัง หรือ ละครที่มีคุณภาพ ก็จะต้องทำอย่างหนังเกาหลี ที่พิถีพิถัน ละเอียดรอบคอบ ทั้งเครื่องแต่งกาย เสื้อผ้าหน้าผม โดยเฉพาะท่านจะเห็นความแตกต่างคือ ในช่วงที่ จามอง ตกระกำลำบาก ใบหน้าก็จะแต่งแต้มที่ดูแล้วโทรม ระทมทุกข์   แต่เมื่อเป็นเจ้าหญิงใบหน้าก็จะแต่งให้ดูดีมีสกุล สมฐานะ   นี่ถ้าใครจะสร้างหนังสักเรื่องก็ลองเอาไปพิจารณา ตามที่ผมว่ามาหรือจะไปหาดีวีดี มาเปิดดูว่าที่ผมเขียนมา มันจริงตามที่ผมพูดหรือไม่   
 
๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙
 
 
 
ชีวิตนักข่าว...ได้อะไรจากละครเกาหลี เรื่องจามอง ตอนกลองวิเศษ
ณรงค์ ชื่นนิรันดร์
15 มีนาคม 2553
 
ช่วงนี้หนังเกาหลี ที่นำมาฉายทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 กำลังเป็นที่นิยม ของคนไทย ผมก็ได้แต่คิดอยู่ในใจ ตลอดเวลาว่า ทำไม ผู้ชมส่วนใหญ่จึงติดละครเกาหลี ที่ออกแนวหนังสมัยโบราณ ตั้งแต่เรื่อง แดจังกึม มาจนถึงเรื่อง จามอง และในที่สุด เมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา ในช่วงเย็นวันเสาร์-อาทิตย์ ผมได้นั่งชมละครเรื่อง จามอง ในตอนแรก ก็เพียงแต่อยากจะชมว่า เรื่องราวของละครเป็นไปในแนวไหน ทำไมคนถึงติดตามชมและกล่าวขานกัน อย่างกว้างขวาง และในที่สุดผมก็ติดและหลงไหล ละครเกาหลี เรื่องจามอง ถึงขนาดจะต้องเฝ้าติดตามชมทุกเสาร์-อาทิตย์ ไม่เป็นอันพักผ่อน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ถึงขนาดว่ามีอยู่วันหนึ่งผมเดินทางไปกรุงเทพโดยเครื่องบิน เมื่อเดินทางไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ก็เป็นเวลาออกอากาศละครเรื่องจามองพอดี  ผมต้องนั่งดูทีวีจากโทรศัพท์มือถือ ที่สนามบิน  จนละครจบ  ผมจึงนั่งรถแท็กซี่เข้าที่พัก ก็ต้องบอกว่าติดละครเรื่องนี้จริง ๆ และไม่ว่าที่ไหน  ผมจะต้องชมให้ได้ 
 
ในการชมในตอนแรก ๆ ผมก็ยังไม่สามารถจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่ก็ค่อย ๆ ดูไปทีละตอน จนเริ่มที่จะเข้าใจเรื่องราวในภาพกว้าง ๆ ที่ มีเมืองอยู่ 2 เมือง ที่ปกครองด้วยระบอบกษัตริย์  คือเมือง นังนัง กับเมือง โกกุรยอ เมืองโกกุรยอมีความเข้มแข็งทางทหาร แต่เมืองนังนัง มีกองกำลังที่ด้อยกว่า แต่มีความอุดมสมบูรณ์กว่า เมืองโกกุรยอ  ประเด็นสำคัญของเรื่องจามอง จึงขึ้นอยู่กับ การแย่งชิงผลประโยชน์ ทั้งการแย่งชิงกันเองระหว่าง มเหสีเอก กับมเหสีรอง การแย่งชิงระหว่างแม่เลี้ยงกับลูกเลี้ยง เพื่อช่วงชิงอำนาจขึ้นเป็นใหญ่ ในแผ่นดิน และการรุกราน เมืองเพื่อนบ้าน เพื่อเพียงต้องการความยิ่งใหญ่ที่จะได้ครอบครองโภคทรัพย์ ของอีกเมืองหนึ่ง 
 
ผมถามตัวเองว่า เมื่อเราดูละคร เรื่องจามอง แล้วเราได้อะไร ผมอยากจะบอกท่านว่าในมุมมองของผม ผมได้มากครับ ทั้งเรื่องของกลยุทธ์ในการต่อสู้ ที่ใช้กลยุทธ์ การสร้างข่าว ให้ฝ่ายตรงข้ามตื่นกลัว เขามีกลยุทธ์อย่างไร ติดตามผมมาครับ 
 
เมื่อตอนที่แล้ว บุกกู เด็กกำพร้า ผู้กลายมาเป็น องค์หญิงจามอง และในที่สุดก็คือองค์หญิงจามอง ขอเลือกเป็น ธิดาเทพ ที่จะปกป้อง เมืองนังนัง ที่เป็นถิ่นบ้านเกิด ให้รอดพ้นจากการรุกรานจากเมืองโกกุรยอ โดยการสร้างกลองจามอง ที่สามารถ ตีเองได้ เมื่อเกิดสงคราม กลยุทธ์ของ ธิดาเทพคือ ได้เสนอให้พระเจ้าชอยรี สร้างกลองขนาดใหญ่ โดยใช้หนังวัวถึง 300 ตัว การก่อสร้างถูกปิดบังเป็นความลับ มิให้ใครล่วงรู้ ยกเว้นแต่ ธิดาเทพ กับพระเจ้าชอยรี ผู้เป็นพระบิดา ทราบเท่านั้น
 
ความสำคัญอยู่ตรงนี้ครับ ธรรมชาติของคน เมื่อเราบอกว่า เป็นเรื่องลึกลับ ซับซ้อน   ผู้คนยิ่งอยากจะรู้ อยากจะเห็น ยิ่งมีการปล่อยข่าวว่า เป็นกลองวิเศษ ตีเองได้ เมื่อมีข้าศึกรุกราน ผู้คนยิ่งอยากรู้มากขึ้น และเมื่อมีข้าศึกรุกมา กลองก็จะตีเอง ยิ่งทำให้ทหารเมืองนังนัง มีจิตใจฮึกเฮิม พร้อมที่จะต่อสู้ปกป้องเมือง จนข้าศึกไม่สามารถบุกโจมตีได้ ทำให้ทหารมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น  
 
กลยุทธ์ ที่ธิดาเทพ ใช้คือ ให้องครักษ์ นำเสนอเรื่องราวกลองวิเศษ ที่มีการเล่าเรื่องของกลองวิเศษ ผ่านการแสดงที่คล้าย ๆ กับหนังตะลุง บ้านเรา และให้ตระเวน เล่นไปในหลาย ๆ เมือง จนเป็นข่าวที่บอกต่อ ๆ กันไป จากปากสู่ปาก รุกลามข้ามไปสู่เมืองที่เป็นศัตรู จนสร้างความประหวั่นพรั่นพรึง ให้กับข้าศึก แม้แต่พระเจ้าแทมูชิน ยังหวั่นไหว ต่อเสียงล่ำลือ และพระองค์ก็อยากจะมาชมความมหัศจรรย์ของกลองวิเศษ ในที่สุด ก็ได้ทรงเห็นความวิเศษ ของกลองใบนี้
 
แล้วเราได้ข้อคิดอะไร จากละครเกาหลี เรื่องจามอง ในตอนนี้ ถ้าจะนำมาใช้เป็นกลยุทธ์ในการประชาสัมพันธ์ สามารถแยกประเด็น ได้ดังนี้
 
1.) การสร้างความลึกลับ ของเนื้อหา เพื่อให้เกิดความอยากรู้ และมีชั้นความลับในการให้ข้อมูล
2.) การใช้สื่อ ที่คล้ายกับหนังตลุง เล่าเรื่องความวิเศษของกลอง เพื่อให้ผู้ชมเล่าต่อ ๆ กันไป
3.) การเล่าเรื่องที่ผ่านหนังตลุง มีการเล่าเป็นตอน ๆ ที่เรียกว่า ซีรีย์ เพื่อให้ผู้คนอยากติดตาม
4.) การสร้างความคิดความเชื่อ โดยจับเอาเรื่องลี้ลับ ที่บอกไม่ได้มากระตุ้นให้คนอยากรู้
 
เพียงแค่ 4 ประเด็น ก็สามารถที่จะสร้างให้ศัตรู พรั่นพรึง ได้ โดยมีเนื้อหา ลึกลับ ผ่านสื่อที่เป็นหนังตลุง ที่ถูกถ่ายทอด ไปสู่ปากต่อปาก ที่เป็นสื่อบุคคล อย่างต่อเนื่อง ยาวนาน
 
เมื่อพูดถึงตรงนี้ทำให้ผม นึกถึงการต่อสู้ของ ผู้ก่อการร้ายในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เขาจะใช้วิธีการปล่อยข่าวผ่านสื่อใบปลิว การปล่อยข่าวจากปากต่อปาก ที่เป็นสื่อบุคคลและได้ผล ยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง ขณะเดียวกัน ผู้นำลัทธิ ยังบอกว่า เมื่อดื่มน้ำ และห้อยรูปปะคำ จะทำให้ศัตรูมองไม่เห็น ทำให้นักรบมีจิตใจฮึกเหิม ถ้าท่านดูภาพข่าวตอนเหตุการณ์กรือเซะ จะเห็นว่า ผู้ก่อการร้ายที่เสียชีวิต ในมือจะมีแต่อาวุธมีด และที่คอจะห้อยเครื่องรางของขลัง เกือบทุกคน ส่วนผู้ที่รอดชีวิต ก็จะบอกว่า ก่อนก่อเหตุ ผู้นำจะให้ดื่มน้ำอย่างหนึ่ง ที่เชื่อว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ยิงฟันไม่เข้า  ส่วนเครื่องรางของขลังที่สวมใส่ จะทำให้ศัตรูมองไม่เห็น แต่ความจริง ไม่ได้เป็นเช่นนั้น และนี่ก็เป็นวิธีการหนึ่งที่ ผู้ที่มีกำลังที่ด้อยกว่า นำมาใช้กับ ผู้ที่มีกำลังที่เหนือกว่า โดยใช้จิตใจที่อยากจะต่อสู้มาเป็นเครื่องมือ และนับว่าเป็นอาวุธที่น่ากลัว 
 
และในขณะที่ผมเขียนเรื่องกลองวิเศษจามอง ที่กรุงเทพก็เกิดความวุ่นวายทางการเมือง โดยกลุ่มคนเสื้อแดง ได้มาชุมนุมที่หน้า ทหารราบ ที่ 11 เป็นเรือนหมื่น และก่อนถอยทัพ ไปชุมนุมต่อที่สะพานผ่านฟ้า นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ แกนนำคนเสื้อแดง ได้ประกาศบนเวทีเคลื่อนที่ ว่า จะให้ผู้ชุมนุมเจาะเลือด เพื่อที่จะนำไปเทรอบ ๆ ทำเนียบรัฐบาล จนกว่า รัฐบาลจะยุบสภา หากรัฐบาลไม่ยุบสภา ก็จะนำเลือดไปเทราด รอบ ๆ ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อถึงตรงนี้แล้ว ผมก็นึกถึงกลยุทธ์ ในหนังจีน และหนังเกาหลี แต่ก็ไม่เคยปรากฏว่า มีประเทศใดเขาทำกันอย่างนี้ จะมีก็เพียงแต่กรีดเลือดเท่านั้น ก็ต้องรอดูต่อไปว่า จะลงเอยกันอย่างไร
  
๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙
 

คลิ๊กนี้มีความหมาย

ณรงค์ ชื่นนิรันดร์ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยถ.สงขลา-เกาะยอ อ.เมือง จ.สงขลา 90100 : Webmaster by Narong Cheunniran : อีเมล์ :narongthai53@gmail.com