www.narongthai.com  

สวัสดี ทุกท่านที่เข้ามาใช้บริการข้อมูลข่าวสาร กระผมยินดีที่ท่านจะนำข้อมูลจากเว็บไซต์นี้ไปเพื่อการศึกษา ด้วยความยินดีจาก ผม ณรงค์ ชื่นนิรันดร์                                                                                                                                                                                                                                                                            
 

 ณรงค์ ชื่นนิรันดร์

สร้างลิงค์ของโปรไฟล์ในแบบที่เป็นตัวคุณเอง

 

 

 

 

 สถิติวันนี้ 163 คน
 สถิติเมื่อวาน 116 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
12299 คน
89243 คน
1070343 คน
เริ่มเมื่อ 2010-01-13

 
     
ฆ่าตัวแต่ไม่ตาย
ณรงค์ ชื่นนิรันดร์
20 กรกฎาคม 2555
 
          โดยปกติแล้ว ผมจะได้รับเชิญให้ไปเป็นวิทยากรบรรยายเรื่องการประชาสัมพันธ์ บางครั้งก็เป็นการบรรยายเรื่องการเขียนข่าว เพราะคือสิ่งที่ผมทำมาตลอดการเป็นผู้สื่อข่าวและผู้จัดรายการ 
          แต่คราวนี้ผมได้รับเชิญจากสาธารณสุขจังหวัดสงขลา ให้ไปร่วมเสวนาเรื่อง “สื่อป้องกันการฆ่าตัวตาย” ที่ ห้องประชุมโรงพยาบาลระโนด ตั้งอยู่ที่อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมไม่ค่อยจะมีประสบการณ์ เกี่ยวกับเรื่องฆ่าตัวตาย มาก่อน เพียงเคยไปพูดคุยกับผู้ที่เคยฆ่าตัวตาย ซึ่งเป็นชีวิตที่น่าสงสารมาก
          วันหนึ่งเมื่อครั้งที่ผมทำงานเป็นผู้ข่าวที่ภูเก็ตเมื่อ 25 ปีที่แล้ว ผมได้มีโอกาสได้พูดคุยกับเด็กเสิร์ฟ คนหนึ่ง เธอเป็นเด็กสาวกร้านชีวิต จากราชบุรี ที่เสาะแสวงหาตัวตนของชีวิต ที่เธอมีความใฝ่ฝันอยากมีความพร้อม เหมือนกับคนอื่น ที่มีทั้งบ้านที่ใหญ่โต ครอบครัวที่อบอุ่น เธอมายืนอยู่ข้างโต๊ะที่ผมนั่งอยู่ สายตาของเธอเม่อลอย มองไกลไปในทะเลอันดามัน อันไกลโพ้นสุดลูกหูลูกตา ความคิดของเธอเตลิดเปิดเปิง พลันเธอก็หันหน้ามาทางผมด้วยสายตาที่เศร้าโศก ดวงตาไร้แววของความสุข ผมสังเกตอาการของเธอตั้งแต่ที่เธอมายืนใกล้ผม ดูแล้วน่าสงสารทำไมน้อ ชีวิตคนถึงไม่เหมือนกัน   ผมเริ่มต้นยิงคำถามแรก ตามประสานักข่าว
 “ทำไมน้องมาทำงานที่หาดสุรินทร์ หล่ะคร๊าบ”  ผมทำเสียงเนิบ ๆ เพื่อให้เธอมีความรู้สึกว่าเป็นเพื่อนกัน
 “ พี่ก่อนที่หนูจะมาอยู่ที่นี่ หนูมาจากพัทยา ทำงานอยู่ที่นั่นหลายปี กะว่าจะได้ผัวฝรั่ง จะได้รวยกับเขาซักที อยู่ที่ราดลี จนไม่มีอะไรจะกิน” เด็กสาวจากท้องนาพูดด้วยสีหน้าสลด สายตามองต่ำครุ่นคิด กับชะตากรรมที่เพิ่งผ่านพ้นมา แล้วเธอก็เล่าด้วยเสียงเน่อ ๆ ด้วยภาษาถิ่นราชบุรี ที่ออกจะไปทางภาษาสุพรรณ ยิ่งเพิ่มความรันทด ในความทุกข์เข็ญ เธอเล่าด้วยเสียงสั่นเครือว่า
 “พี่รู้ไหม หนูคิดค่าตัวตายมาแล้ว 4 ครั้งแล้ว ทุกครั้งที่ฆ่าตัวตายไม่เคยสำเร็จ แต่ยังเพิ่มความหลาบจำที่จะไม่คิดฆ่าตัวตายอีกเลย”
“เอ้า..แล้วทำไมหล่ะ ถึงคิดสั้นฆ่าตัวตาย”  ผมถามด้วยความฉงน ที่อยู่ ๆ สาวน้อยชาวทุ่งจากเมืองราดลี พูดกับผมอย่างนี้ ไหนลองเล่าให้พี่ฟังซิ
“พี่หนูเกิดมาจน ต้องทำนา หาเช้ากินค่ำ อยากจะได้อะไรสวย ๆ งาม ๆ ตามใจปรารถนาก็ไม่ได้ มันทุกข์ใจเหลือเกิน ไม่รู้ยังไง หนูอยากตายจะได้เกิดใหม่ ที่มีทุกอย่างพร้อม ก็เลยคิดจะฆ่าตัวตาย เพื่อจะหนีไกลจากความจน ”
“เอ้า...แล้วน้องทำยังไงหล่ะ” ผมชักเริ่มสนใจชีวิตของเด็กสาวคนนี้ว่าทำไมต้องฆ่าตัวตาย และไม่ใช่ครั้งเดียวซะด้วย นี่มันตั้ง 4 ครั้ง ไม่ธรรมดาแน่ แล้วทำยังไงหล่ะ ผมขยับตัวด้วยความสนใจ เธอนิ่งอึ้งไปคู่หนึ่งราวกับจะทบทวนความทรงจำ เพื่อที่จะถ่ายทอดให้ผมฟัง
“ครั้งแรก หนูก็ทำทุกอย่างที่เขาทำนั่นแหล่ะ คือการผูกคอตาย มันไม่ตายคะพี่ ”
“แล้วมันเกิดอะไรขึ้น ถึงไม่ตายสมใจนึก”  ผมซักไซ้ ไล่เรียง ด้วยความอยากรู้
“ความจริงหนูก็ทำทุกอย่างที่เขาทำนั่นแหล่ะ คือ เอาเชือกมาเส้นหนึ่ง ผูกเข้าที่ขื่อกลางห้องนอน เสร็จแล้วก็เอาเชือกผูกคอ แล้วหนูก็หาตั่งเป็นเก้าอี้ตัวเล็ก ๆ สูงประมาณคืบหนึ่ง กะว่าถีบตั่งออก เชือกก็จะรัดคอ คงจะตายแน่ แต่ที่ไหนได้ มันไม่เป็นอย่างนั้น...พี่ ”
 “เฮ้ย...แล้วมันยังไง เชือกขาดรึ หรือว่าผูกปมไม่แน่น ”
“มันไม่ใช่ทั้งสองอย่างแหล่ะพี่”
“เอ๊ะยังงัย ..เชือกไม่ขาด ปมก็แน่น พี่ว่าน่าจะตาย”
“มันเป็นอย่างนี้นะพี่ พอหนูถีบตั่ง ที่เหยียบออก ปรากฏว่า ปลายเท้าของหนู มันดันไปแตะพื้นพอดี คราวนี้สุดทรมาน ถ้าเท้าหนูพ้นมากกว่านี้ หนูคงตายไปแล้ว มันกึ่งเป็นกึ่งตาย” 
“มันเป็นประสบการณ์ครั้งแรกของการฆ่าตัวตายที่หนูไม่มีวันลืม ในช่วงที่ทรมาน ที่มีเส้นแบ่งความเป็นความตาย ทันใดนั้นแบบไม่ต้องคิด แว๊บเข้ามาในสมอง หนูร้องขอความช่วยเหลือทันที ทำให้แม่ที่อยู่ใกล้บ้าน รีบวิ่งมาพังประตู แล้วก็อุ้มหนูไว้ ตอนนั้นถ้าไม่มีใครมาช่วยหนู หนูต้องตายแน่ ๆ ” เธอเล่าไป ราวกับว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ มาลี เด็กสาวจากเมืองลาดลี เล่าต่อไปว่า
“เมื่อแม่และชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงปลดเชือกออกจากคอหนู แม่ก็ปลอบใจหนู ให้หนูมีกำลังใจที่จะสู้ต่อไป อย่าได้คิดฆ่าตัวตายอีก เพราะเป็นบาป แม่พูดไปแกก็ร้องไห้ไป เสียใจยิ่งกว่าลูกตายซะอีก เมื่อแม่ปลดเชือกออก จากคอ วันต่อมาหนูเริ่มเจ็บที่ต้นคอเพราะถูกเชือกรัดต้องไปหาหมอให้รักษาอาการเจ็บที่กระดูกต้นคอ ต้องรักษาอยู่หลายวันจึงหาย ”
มาลีเล่าไปดวงตาเริ่มแดงกล่ำ น้ำตาเริ่มเต็มหน่วย แต่เธอสะกดกลั้นอารมณ์ไว้ เพื่อไม่ให้คนอื่นเห็นความอ่อนแอของเธอ เธอเล่าต่อไปว่า “หลังจากที่คอหนูหายดีแล้ว หนูก็ขอแม่ ไปทำงานที่บางแสน เมืองที่มีแต่ความงดงามในความคิดของหนู ซึ่งแม่ก็ทัดทานไว้ คงจะเป็นห่วงหนู แต่ในที่สุดแม่ก็ให้หนูไปทำงานที่บางแสน ด้วยความไม่เต็มใจนัก ”
จิตใจของหญิงสาว อย่างมาลี มันเหมือนเป็นเวรกรรม ที่จะต้องผจญการฆ่าตัวตาย ที่ยังไม่จบสิ้น 3 เดือนต่อมา มาลีก็มาเป็นเด็กเสริฟที่หาดบางแสน จังหวัดชลบุรี ความคิดที่จะฆ่าตัวตายยังคงมีอยู่ในสมอง เธอมองไปที่ทะเลบางแสนอย่างสุดลูกหู ลูกตา ชีวิตนี้มันช่างโดดเดี่ยว เดียวดาย วังเวง ว้าเหว่ โลกนี้มีเธออยู่เพียงคนเดียว เมื่อเธอคิดได้ดั่งนั้น   เธอก็เดินลงทะเล 
“พี่ตอนนั้นหนูคิดแต่เพียงว่า วันนี้หนูต้องตายให้ได้ ความคิดว่าจะมาหาผัวฝรั่งมันไม่เป็นตามที่คิด มันได้หนู มันก็ลืมหนู แล้วหนูก็เดินลงทะเล กะว่า ให้จมน้ำทะเล จะได้ตาย ๆ ซะเลย ” เธอเล่าให้ผมฟัง ด้วยแววตาที่สลดหดหู่ จากการกระทำของเธอ 
“ตอนนั้นก็เป็นเวลาใกล้พลบค่ำ หนูเริ่มเดินหน้าลงทะเลบางแสน หนูเดิน เดิน เดินไปเรื่อย ๆ กะว่าให้จมหายไปในทะเล  เดินนานมากจนรู้สึกเหนื่อย ทำไมมันไม่ตายซักที น้ำทะเลยังอยู่แค่ครึ่งแข้ง รอบกายหนูเริ่มมืด พลันหนูก็หันหลังกลับไปดูชายฝั่งที่เดินจากมา เห็นแสงไฟฟ้าอยู่ลิบ ..ลิบ ไกลมาก ใจเริ่มสั่นไหวระรัว รู้สึกกลัวขึ้นมาจับใจ ถึงตอนนี้ไม่อยากตายแล้วพี่ มีแต่ความกลัวเข้ามาครอบงำ วินาทีนั้น หนูหันหลังกลับ รีบวิ่งลุยน้ำทะเลกลับมาชายฝั่ง ช่วงที่หนูวิ่งลุยน้ำ เท้าไปเหยียบแง่งหินหลายครั้ง ทำให้เท้าของหนู เป็นแผล ขึ้นฝั่งได้ก็ต้องไปโรงพยาบาล  ” มาลี เล่าด้วยสีหน้าสลด กับการกระทำที่เธอผ่านมา การฆ่าตัวตายครั้งนี้ลงท้ายก็ไม่ตาย แถมยังได้แผลที่เท้าอีก ต้องเย็บอีกหลายเข็ม
มาลี เด็กสาวจากราชบุรี ยังไม่ละความพยายามที่จะฆ่าตัวตาย คราวนี้เธอย้ายไปทำงานที่ผับแห่งหนึ่งในพัทยา เพื่อต้องการหลบหนีสภาพที่เลวร้ายไม่ให้มาวนเวียนในหัวเธออีก แต่เธอก็สบโอกาสที่จะฆ่าตัวตายอีกครั้งเมื่อเธอออกไปหลับนอนกับแขกคนไทย คนหนึ่งในพัทยา คืนนั้นเธอก็นอนไม่หลับ คิดไม่ตก อยากฆ่าตัวตาย จนกระทั่งรุ่งเช้า เธอเหลือบไปเห็นพระที่อยู่บนหิ้ง พลันสายตาก็เห็นปืน อยู่บนหิ้งพระด้วย มาลีคิดในใจว่าคราวนี้แหล่ะ ตูตายแน่ เธอเอาเก้าอี้ เพื่อต่อตัวเองขึ้นไปหยิบเอาปืนลงมาได้ กำลังเพ่งพิศ พินิจดูว่า จะยิงยังไงหว่า เพราะตั้งแต่เกิดมาไม่เคยจับปืนเลย จะเห็นก็แต่ในหนัง ดูปืนอยู่พักใหญ่ ก็ไม่รู้จะทำยังไงดี แขกคนไทยที่นอนอยู่ก็พลันสะดุ้งตื่นขึ้น กระโดดลงจากเตียง รีบ คว้าปืน  ที่อยู่ในมือของเด็กสาวจากดินแดนเมืองโอ่งอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าเขาไม่นอนเลย 
เด็กสาวจากเมืองราชบุรี   จึงพ้นมือมัจจุราช ชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด รอดพ้นความตายมาได้อย่างเฉียดฉิว เฮ้อ...ไม่ตายซักที 
ความที่อยากตายมันวนเวียนอยู่ในหัวของสาวน้อยตลอดเวลา ว่าตายแล้วจะได้เกิดมาใหม่ ที่น่าจะดีกว่าเก่า หรือตายแล้วไม่ต้องรับผิดรับชอบอะไร น่าจะสบาย จึงทำให้ความคิดจึงวนเวียนว่า ตาย ๆ ๆ ๆ ๆ และต้องตายอยู่ในสมอง 
หลังจากที่เด็กสาวจากราชบุรี พลาดการฆ่าตัวตายไปหลายครั้ง เธอคิดหาวิธี ฆ่าตัวตาย ไปเรื่อย ๆ จนคิดได้ว่า มีวิธีหนึ่งที่ไม่ได้ลอง คือการดื่มยาฆ่าตัวตาย เธอตรงดิ่งไปที่ตลาดเพื่อหาซื้อยาเบื่อหนู ชนิดน้ำจะได้ดื่มง่าย ๆ ดื่มเสร็จก็ตายเลย ไม่ต้องทรมาน เธอรีบซื้อ และรีบกลับบ้าน จะได้ดื่มยาพิษฆ่าตัวตาย สมใจนึก 
ทันทีที่ถึงบ้าน เธอรีบเปิดขวดยาพิษ ยกซดดื่ม ราวกับเครื่องดื่มบำรุงกำลัง เอื้อก ๆ ๆ ๆ ๆ ยาพิษหมดขวด เธอคิดแน่แท้ว่า คราวนี้ตายแน่ แต่ ...... ไม่เป็นตามที่คาดคิด พลันที่ยาพิษตกถึงท้อง    เหมือนมีไฟบัลลัยกัลป์ อยู่ในท้อง มีทั้งแสบทั้งร้อน เหมือนมีมือเป็นร้อย ๆ มาบิดลำไส้ เธอร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด โอ้ย ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ปวด โอ้ย ๆ ๆ ๆ ๆ เจ็บ ความเจ็บความปวด ทำให้เธอคิดได้ว่า ความตายที่เธอต้องการมันช่างมรมานเหลือเกิน 
ขณะที่เธอนอนเอามือกุมที่ท้อง แล้วยังร้องเสียงดังลั่น ทำให้ห้องพักข้างได้ยิน ต่างวิ่งกรูเข้ามา   ดูอาการของเธอตามประสาไทยมุง แต่ก็ยังไม่มีใครเข้ามาช่วย ได้แต่ยืนดู อาจจะสมน้ำหน้า อาจจะทำอะไรไม่ถูก สักพัก เพื่อนของเธอที่อยู่ห้องเดียวกัน ก็เข้ามาอุ้มเธอเพื่อพาไปส่งโรงพยาบาล ที่อยู่ใกล้ที่สุด ขณะที่เธอปวดแสบปวดร้อนมาก 
เมื่อมาถึงโรงพยาบาล แพทย์ก็ต้องมาสักถามอาการอีกว่า เกิดอะไรขึ้น ไปทานอะไรมา เป็นโรคประจำตัวหรือเปล่า แถมยังถามชื่อเสียงเรียงนาม ถามที่อยู่ แล้วเมื่อไหร่จะได้ตรวจได้รักษาหล่ะ ฉันแสบร้อนจะตายอยู่แล้ว ต้องบอกว่า ณ วินาทีนั้น มันแสบร้อนทั่วทั้งร่างกาย เหงื่อแตกพลัก  ๆ ๆ ร้องโอ้ย ๆ ๆ ๆ  มันทรมานสุดจะทน เมื่อไหร่ฉันจะตายซะที ไม่เอาแล้วความตาย หมอช่วยที   ไม่เอาแล้ว ไม่ตายแล้ว 
กว่าหมอจะเข้ามาดูอาการ ก็นานมาก   แต่ในใจหมอคงจะบอกว่า ไม่นานนี่   แต่ความตายมันอยู่ตรงหน้า แต่เมื่อฉันเผชิญใกล้มัน แต่ฉันไม่อยากตายเลย เมื่อเข้ามาดูอาการก็ไม่สั่งยาอะไรเป็นพิเศษ มีแต่สั่งให้น้ำเกลือ ยาล้างท้องที่ฉันเคยได้ยินมาก หมอก็ไม่ให้ ฉันยังเข้าใจว่าถ้าได้ยาล้างท้องแล้ว พิษของยาที่ฉันดื่มเข้าไปคงจะถูกชะล้างไปจนหมด แต่ไม่เป็นเช่นนั้น
กว่าที่ฉันจะอาการดีขึ้น ฉันก็นอนอยู่โรงพยาบาลหลายคืน มันช่างทรมาน เหลือเกิน ฉันพูดกับตัวเองว่า ต่อไปนี้ ฉันจะไม่ฆ่าตัวตายอีกแล้ว
ท่านผู้อ่านครับ นี่เป็นประสบการณ์จริงที่ ผู้หญิงคนหนึ่ง ที่เล่าประสบการณ์ให้ผมฟัง เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ที่ร้านขายอาหารแห่งหนึ่งริมหาดสุรินทร์ เกาะภูเก็ต ได้สัญญากับผมไว้ว่า เขาจะไม่ฆ่าตัวตายอีก เพราะครั้งสุดท้ายที่กินยาฆ่าตัวตาย เป็นการทรมานที่สุด เข็ดแล้ว การฆ่าตัวตาย ที่มันไม่ตาย 
เออถ้าเธอคนนั้นยังอยู่ผมเชื่อว่าน่าจะอายุ สัก 50 ปี แล้วกระมัง และคงจะยังมีชีวิตอยู่นะ คร๊าบ ....เพราะคนเราถ้ายังไม่ถึงที่ตาย ก็ไม่ตายครับ .... นี่เรื่องจริง
 
99999999999
 
 
         
 

คลิ๊กนี้มีความหมาย

ณรงค์ ชื่นนิรันดร์ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยถ.สงขลา-เกาะยอ อ.เมือง จ.สงขลา 90100 : Webmaster by Narong Cheunniran : อีเมล์ :narongthai53@gmail.com