www.narongthai.com  

สวัสดี ทุกท่านที่เข้ามาใช้บริการข้อมูลข่าวสาร กระผมยินดีที่ท่านจะนำข้อมูลจากเว็บไซต์นี้ไปเพื่อการศึกษา ด้วยความยินดีจาก ผม ณรงค์ ชื่นนิรันดร์                                                                                                                                                                                                                                                                            
 

 ณรงค์ ชื่นนิรันดร์

สร้างลิงค์ของโปรไฟล์ในแบบที่เป็นตัวคุณเอง

 

 

 

 

 สถิติวันนี้ 193 คน
 สถิติเมื่อวาน 249 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
4078 คน
103917 คน
1085017 คน
เริ่มเมื่อ 2010-01-13

ปาฐกถาธรรม
พระเทพวิสุทธิเมธี ปัญญานันทภิกขุ
วันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2533
 
             
ชีวิตนักข่าว...ตอนเกิดมาทำไม
ณรงค์   ชื่นนิรันดร์
20 มีนาคม 2553
 
บางทีผมไปทำข่าวในหลาย ๆ ที่ มักถามตัวเองว่า เรามาทำข่าวให้เขาทำไม่ หรือบางทีก็ถามตัวเองว่า เกิดมาทำไม ถ้าไม่เกิดมาแล้วเราอยู่ที่ไหน ทำอะไรอยู่ คำถามเหล่านี้ มันวนเวียน อยู่กับเรา แยกไม่ออก บางทีก็จะบอกตัวเองว่า ทุกคนต้องตาย ไม่หลีกพ้นได้ คิดแบบนี้ก็ทำให้เราไม่คิดฟุ้งซ่าน เตลิดเปิดเปิง เพราะทุกอย่างเอาติดตัวไปไม่ได้ 
 
ยามว่างผมก็จะหาหนังสือมาอ่านโดยเฉพาะหนังสือเก่า ๆ ที่ขายขายเลหลัง เล่ม 5 บาท 10 บาท บ้าง หรือว่าหนังสือที่ผมเก็บไว้นาน แต่ไม่มีเวลาอ่านหยิบมาอ่าน มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง ไม่ใหญ่นัก เป็นหนังสือที่ได้มาจากงานศพ ที่เขาพิมพ์แจกเป็นที่ระลึก จึงหยิบขึ้นมาอ่าน เป็นหนังสือ ปาฐกถาธรรม โดยพระเทพวิสุทธิเมธี หรือที่รู้จักกันในนาม ท่านปัญญานันทภิกษุ แห่งวัดชลประทานรังสฤษฎ์ ปากเกร็ด นนทบุรี ได้แสดงธรรมเมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม 2533 และมีผู้ถอดคำปาฐกของท่านออกมา พิมพ์เป็นหนังสือ และผมเห็นว่า มีเนื้อหาสาระดีมาก จึงขอนำมาให้ท่านได้อ่านกัน ดังนี้
 
คนเราเกิดมาควรถามตัวเองว่าเราเกิดมาทำไม ? เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร ? สิ่งที่ดีที่สุดที่เราควรทำคืออะไร ? แล้วเราได้กระทำสิ่งนั้นแล้วหรือยัง ? อันนี้เป็น  ปัญหาที่ควรถามตนเองบ่อย ๆ ถ้าถามปัญหาตนเองในรูปอย่างนี้ ทำให้เกิดสำนึกในหน้าที่ อันตนจะพึงกระทำแต่ถ้าเราไม่ถามตนเองเลย เราก็ไม่รู้ว่าเราเกิดมาทำไม อยู่เพื่ออะไร สิ่งที่ดีควรทำคืออะไรก็ไม่รู้ โดยมากก็ไม่เคยรู้ เมื่อมีการถามกันว่าเกิดมาทำไม เขาก็ตอบไม่ค่อยได้ ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม  
 
เพราะไม่ค่อยคิดจึงปล่อยชีวิตไปตามเรื่องตามราว ไปตามกระแสของอารมณ์ที่มากระทบ โดยไม่ได้คิดว่าเราควรจะทำอย่างไรกับตัวเราเอง ? เราควรทำอย่างไรกับผู้อื่นในสังคม ? กิจที่เราจะทำในชั่วโมงนี้ ในวันนี้คืออะไร ? ก็คิดไม่ค่อยออก เมื่อคิดไม่ได้หรือไม่คิด ชีวิตก็ไม่มีความหมาย ไม่มีราคาเพราะอยู่ไปตามเรื่อง อยู่ไปเพื่อเล่น เพื่อกิน เพื่อความสนุก สนานเฮฮาไปวัน ๆ ชีวิตก็ไม่มีความหมายอะไร
 
ฉะนั้น เพื่อทำชีวิตให้มีความหมาย เราจึงควรจะได้ตั้งปัญหาถามตัวเองบ่อย ๆ ตื่นเช้าต้องไปแต่ตัวทุกคน ไปยืนหน้ากะจกเงา เพื่อแต่งตัวแต่งหน้าตามเรื่องตามราว ควรจะชี้หน้าถามปัญหาตนเองเสียหน่อยเพราะมีอยู่ 2 ตัวอยู่ในตอนนั้น ยืนอยู่ข้างนอกคนหนึ่ง ยืนอยู่ข้างในคนหนึ่ง
 
คนข้างในก็ไม่ตอบหรอ ตอบไม่ได้ แต่คนข้างนอกต้องคิดเอง ตอบเอง โดยคิดว่า เอ้อ... จริงแฮะ เรานี่เกิดมาทำไม อยู่เพื่ออะไร ยังไม่เคยคิด ยังไม่เคยถามตัวเอง แล้วก็คิดไปบ่อย ๆ ไปที่ไหนเมื่อไหร่ก็คิดไปว่า ...เราเกิดมาทำไมเราเกิดมาเพื่อกินรึ ถ้าคิดแต่เพียงเท่านั้น ชีวิตไม่วิเศษวิโสอะไร เพราะสัตว์เดรัจฉานมันก็เกิดมาเพื่อกินได้ เพื่อเล่น เพื่อสนุกสนานอะไร ๆ ต่าง ๆ ได้ ต้นหมากรากไม้มันเกิดมาก็เจริญเติบโตขึ้นตามหน้าที่ของมัน เพราะไม่มีจิตใจที่จะคิด
 
อาจารย์ฝ่ายเชน ท่านหนึ่ง ได้พูดกับลูกศิษย์ที่ค่อนข้างจะขี้เมา และชอบเล่นการพนัน ท่านแนะปัญหาให้คือให้กายนี้คิดว่า ...ร่างกายนี้ เปลี่ยนแปลงไปสู่ความแตกดับทุกลมหายใจเข้าออก ถ้าเราไม่ใช้ร่างกายให้เป็นประโยชน์ มันจะมีค่าตรงไหน... ท่านสอนให้คิด ให้คิดว่าร่างกายนี้เปลี่ยนแปลงไปสู่ความแตกดับทุกลมหายเข้า-ออก ถ้าเราไม่ใช้ให้เป็นประโยชน์จะมีค่าตรงไหน 
 
ค่าของคน หรือ ราคาของคน นั้น อยู่ที่อะไร ก็อยู่ที่การทำหน้าที่ให้ถูกต้อง ถ้าเราสำนึกว่าเรานี้เกิดมาเพื่อหน้าที่เราอยู่เพื่อหน้าที่ กิจที่จะต้องทำในชีวิตประจำวันก็คือหน้าที่ ทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ แล้วเราก็จะได้ผลรับจากหน้าที่เองโดยธรรมชาติ ไม่ต้องไปคิดว่าเราจะได้อะไร จะมีอะไร จะเป็นอะไร มันเองของมันเอง มันได้ของมันเอง ตามเกณฑ์ของธรรมชาติ เมื่อเราได้ทำหน้าที่นั้น ๆ เรียบร้อย 
 
หน้าที่ประการแรก เราต้องคิดว่า เราเรียกตัวเองว่าอะไร ตามภาษาชาวบ้านก็เรียกว่า คน การเป็น คน ยังไม่ประเสริฐอะไร เพราะใคร ๆ ก็เป็นคนได้ เพราะเกิดมาก็เรียกว่าเป็นคนแล้ว แต่ความเป็นคนนั้นจะไม่สมบูรณ์ ถ้าเพียงแต่การกิน หลับนอน เสพเมถุน แล้วก็กลัวภัยอันตราย เพียงเท่านี้ยังไม่เป็นคนที่สมบูรณ์ การเป็นคนที่สมบูรณ์ ต้องมีการประพฤติธรรม เราต้องเอาธรรมะมาเป็นหลักครองใจ ถ้าเราไม่มีธรรมมะครองใจ ความเป็นคนก็ไม่สมบูรณ์
 
ฉะนั้น หน้าที่ประการแรก ที่เราจะต้องทำ ก็คือว่า ทำให้ตนเป็นคนสมบูรณ์ การเป็นคนสมบูรณ์นั้น ก็เรียกชื่อใหม่ว่า เป็น มนุษย์ มนุษย์ คือ ผู้มีจิตใจสูง ใจดี ใจงาม ใจสงบ ใจสะอาด ใจสว่าง จึงจะเรียกว่าเป็นมนุษย์ ถ้าหากว่าใจสกปรก วุ่นวายเร่าร้อน ด้วยกิเลสประเภทต่าง ๆ ตกอยู่ในอำนาจของกิเลสบ่อย ๆ เราก็ไม่ได้เป็นมนุษย์
 
การทำหน้าที่ของความเป็นคน ให้ถูกต้องนั้น ควรจะมีธรรมะอะไรมาใช้เป็นหลักบ้าง ? พระพุทธเจ้าท่านแนะนำว่า ...ให้ตั้งอยู่ใน กุศลกรรมบถ 10 ประการ
 
กุศล แปลว่า ความดีความเจริญ ความสุข ความฉลาด
กัมมะ ก็คือ การกระทำด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยน้ำใจ
ปะถะ แปลว่าทาง
กัมมะปาถะ แปลว่า ทางแห่งการกระทำ
 
กุศลกรรมบถ เรียกว่าเป็น มนุษยธรรม หรือ เป็น ธรรมสำหรับมนุษย์ มีอะไรบ้าง เป็นไปในทางกาย 3 อย่าง หนึ่ง ไม่ฆ่า...ไม่ลัก...ไม่ประพฤติผิดในกามารมณ์... นี่คุณค่าของความมนุษย์ อยู่ที่ไม่ฆ่า
 
นี่เป็นคำปาฐกถา ของหลวงพ่อปัญญา เมื่ออ่านแล้วทำให้เรารู้ว่า คนมีหน้าที่อะไร และเกิดมาทำไม  จบแค่นี้ก่อนนะครับ ขอให้โชคดี ครับ
 
๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙
 
 

คลิ๊กนี้มีความหมาย

ณรงค์ ชื่นนิรันดร์ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยถ.สงขลา-เกาะยอ อ.เมือง จ.สงขลา 90100 : Webmaster by Narong Cheunniran : อีเมล์ :narongthai53@gmail.com